แมงกลิ้งขี้
posted on 06 May 2009 07:01 by khunkrabiสวัสดีครับ ผมชื่อแมงกลิ้งขี้ครับ เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นมาจากต่วยตูนเล่มนั้นแท้ๆ แต่...เล่มไหนก็ไม่รู้ เก่ามาก รู้แต่ว่าสมัยนั้นมีนักเขียนรุ่นเดอะอย่าง วาทิน ปิ่นเฉลียว ประเสริฐ พิจารณ์โสภณ (ผู้ก่อตั้ง) อาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช รัตนะ ยาวะประภาส วสิษฐ์ เดชกุญชร สมัยที่อาว์ 'รงค์ วงค์สวรรค์ (พญาอินทรีผู้ล่วงลับ) ยังใช้นามปากกาต่อท้ายชื่อว่า "หนุ่ม" ซึ่งเป็นลูกเล่นของการใช้นามปากกาในดินแดนแห่งบุปผาชน จนทำให้นักเขียนไทยหลายๆ คนในสมัยนั้นมีวงเล็บต่อท้ายนามปากกากันเป็นว่าเล่น เป็นว่าเล่นในที่นี้ ผมก็ยังนึกไม่ออกว่ามีใครอีก นอกจากลุงชาตรี อนุเธียร ซึ่งใช้วงเล็บต่อท้ายนามว่า "โสด" ถ้าผมเป็นนักเขียนในสมัยนั้น ผมอาจจะใช้วงเล็บต่อท้ายว่า "หล่อ" ก็คงจะไม่เกินเลยไปนัก
แต่ถึงจะหล่ออย่างไร ผมก็เป็นบล็อกเกอร์ หรือถ้าจะเรียกให้ดูมีชาติตระกูลว่า "นักเขียนในโลกไซเบอร์" ที่โลว์โปรไฟล์คนหนึ่ง เพราะว่าโลว์โปรไฟล์นี่เอง จึงอยากจะเขียนอะไรเกี่ยวกับตัวเองไว้เป็นอนุสรณ์ไซเบอร์
ผมเกิดที่จังหวัดลพบุรี เพราะเกิดที่ลพบุรีเลยทำให้เป็นคนลพบุรีโดยกำเนิด พอโตขึ้นมาอีกนิด ยายก็พาไปอยู่กับพี่สาวของตาที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาครซะเกือบปี ยายอ้อน พี่สาวของตาเป็นผู้หญิงอารมณ์ดี อารมณ์ขันเหลือเฟือ ไม่ใช่เฉพาะยายอ้อนเท่าทั้น ทุกคนที่นี่ก็ร่ำรวยอารมณ์ขันกันทั้งนั้น นี่ถ้าเกิดว่า "อารมณ์ขัน" สมัยนั้นมันเอามาใส่กระป๋องขายได้ ทุกวันนี้ผมว่าผมคงเป็นเสี่ยขายขำส่งนอกแล้ว ใช่ครับ คนบ้านนี้ขำกันทุกคน ส่วนตาของผมนั้น ยายบอกว่าไม่ขำเท่าไร ตอนนั้นก็ได้แต่ฟัง ยังไม่รู้ว่าตาของผมแกขำ หรือไม่ขำ เพราะไม่เคยเห็น เพราะเสือกเกิดช้า เพราะตาตายก่อน
มีเพียงจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งตาเขียนไว้ให้ลูกหลานก่อนตาย เขียนว่าอะไรบ้างก็ไม่รู้จำไม่ได้ แต่มีข้อความถึงผม ซึ่งตอนนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่รู้แน่ๆ ว่ากำลังรอมาเกิดเป็นหลานตา แต่สงสัยตกรถ เลยมาเกิดช้าไป ข้อความนั้นเขียนไว้ว่า "ตาเป็นทหาร อยากให้หลานเป็นทหารเหมือนตา" ซึ่งถึงตอนนี้แล้ว ถ้าบอกตาได้ ผมอยากบอกว่า "ขอโทษครับตา ที่ผมไม่ได้เป็นทหาร ผมเสือกจับได้ใบดำ" และมีอีกหนึ่งข้อความที่ช่างกินใจเสียเหลือเกิน แต่โชคดีผมมันใจแข็ง ไม่อย่างนั้นคงโดนกินใจ ซี้แหงแก๋ ตามตาไปนานแล้ว... อ้าว... อุตสาห์พยายามจะขำ ดันไม่ขำซะอีก
ข้อความนั้นเขียนไว้ว่า "ชีวิตคนเราเหมือนมะม่วง ต่อให้เปรี้ยวไม่มีใครกิน เน่าไปก็เป็นปุ๋ยได้" ตอนเด็กๆ แม่อ่านให้ฟัง ก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร รู้แต่ว่า อยากเป็นทหารชิบหาย โตมาถึงรู้ และแถมยังรู้อีกด้วยว่า ตาของผมแกก็ขำดีเหมือนกัน
เพราะว่าไปอยู่มหาชัย เลยได้เป็นคนมหาชัยอีกที่ ถ้าเกิดที่ลพบุรีแล้ว ต้องเป็นคนลพบุรีโดยกำเนิด ผมไปอยู่มหาชัย จะเป็นคนมหาชัยโดยอาศัย ก็คงไม่ผิด แต่ชีวิตคนเราต้องมีการเดินทาง ถ้าจะให้ผมจำว่า ผมเป็นคนที่ไหนโดยอาศัย คงจะวุ่นวายน่าดู เพราะถ้ามีคน (ก็คงต้องเป็นคนอยู่แล้ว กระบอกมันถามไม่ได้) มาถามว่าเป็นคนที่ไหน ก็อาจจะกินเวลาไปถึงเช้า กว่าจะตอบหมดว่าเป็นคนที่ไหนบ้าง ดังนั้นหากตอนนี้มีใครมาถามว่าผมเป็นคนที่ไหน ผมก็จะตอบว่า "เป็นคนทุกที่ครับ" ไม่ได้กวนตีน ไม่ได้ตอบเอาขำ แต่เพราะมันยาวถ้าจะตอบหลายที่ เพราะถึงยังไงซะ ผมอยู่ที่ไหนก็เป็นคนอยู่ดี
ผมมีแผลเป็นอยู่ที่หัวสองที่ครับ ที่แรก เป็นมาแต่เกิด แม่บอกว่าสงสัยชาติที่แล้วโดนยิงหัวกบาลตาย ชาตินี้เลยมีแผลเป็นคล้ายรูกระสุนติดมาด้วย สงสัยกระสุนฝังใน เลยไม่มีแผลเป็นรูกระสุนออก ลองคลำดูแล้ว ไม่มีกระสุนอยู่ในหัว เดาว่าหมอคงเอาออกให้ตอนผมเกิด แต่หมอไม่บอกให้แม่รู้ ที่ๆ สองได้มาตอนสีึ่ขวบ เดินตกบันได หัวไปกระแทกอ่างล้างตีน โจ๊ะ!! ล่อไปสี่เข็ม ตอนนั้นร้องไห้โวยวาย บอกแม่ว่าให้รีบพาไปส่งหมอ เดี๋ยวแม่จะไม่มีลูก
ถึงตอนนี้แล้ว แผลเป็นที่หัวแตกมันก็ยังอยู่เท่าเดิม แต่ที่แม่บอกว่ามันเป็นรูกระสุนเสือกโตตามตัว แหม่... สงสัยมันจะเป็นรูกระสุนจริงๆ
ผมเป็นเด็กที่เรียนไม่ค่อยจะเก่งนัก จนเมื่อได้ขึ้นป.ห้า ได้อยู่ห้องรองหนึ่ง ตอนนั้น ตอนที่ครูประกาศชื่อว่าได้อยู่ห้องหนึ่ง คิดว่าตัวเองนี่โคตรเท่เลย กูนี่เรียนเก่งชมัด ได้อยู่ห้องหนึ่ง มารู้ทีหลังว่า ห้องหนึ่งมันรองบ๊วย
ด้วยการทีึ่เรียนไม่เก่งและอยู่ห้องรองบ๊วย เลยทำให้ไม่เป็นที่สนใจมากนัก ความรู้สึกนั้นมันทำให้ผมเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยไปเรียนพิเศษตัวต่อตัวกับครูรัชนีวรรณ ไม่ได้เรียนเอาขำด้วย เพราะเสาร์ และอาทิตย์ แทนที่จะได้หยุดเรียน ไปเที่ยวเล่น เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา ไอ้แมงไปเรียนครับ เสาร์ อาทิตย์ เก้าโมงเช้าุ ถึงบ่ายสามโมง มีพักกลางวันชั่วโมงนึง
ผลจากการเรียนพิเศษคราวนั้น ไม่ได้ทำให้ผมได้ย้ายไปอยู่ห้องคิงตอน ป.หก แต่มันทำให้ผมสอบเข้าเรียนต่อระดับมัธยมของโรงเรียนที่ได้ชื่อว่า เป็นที่หนึ่งของจังหวัดในระดับ ม.ต้น และนั่นก็สร้างความกังขาให้หลายต่อหลายคนไ่ม่น้อย หนึ่งในนั้นก็รวมผมเองด้วย ที่เข้าไปเรียนแบบงงๆ ว่ากูเข้ามาได้ยังไง ต้องขอขอบคุณ คุณครูรัชนีวรรณครับ หากมีโอกาส จะเขียนเอนทรีสดุดีคุณครู
ตอนเรียนม.ต้น ผมชอบเรียนวิทยาศาสตร์ เพราะอยากเป็นไอสไตน์ เห็นแกทำทดลองมีขวดแก้ว หลอดทดลอง น้ำยาสารพัด มีควันฉุยๆ แล้วยังจะใส่ชุดกาวน์อีก มันเท่ไม่หยอก อยากจะเป็นบ้าง เลยแอบจิ๊กสารเคมีในห้องทดลองของนักศึกษาปริญญาตรี กลับมาต้มดูที่บ้าน ปรากฏว่าไฟลุกวันต่อมาเลยไปต้มให้เพื่อนดู ปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เลยไปเตะบอลกันหน้าตึก ขณะเดินออกจากห้องนั่นเอง ไอ้สารเคมีที่ต้มแล้วแห้วแดก เสือกระเบิด เลยโดนเรียกเข้าห้องปกครอง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนทำให้เหล่าอาจารย์ต่างตกลงใจกันว่า สมควรจะให้ไปเรียนที่อื่น แต่ก็ยังกรุณาให้ผมเรียนจบม.ต้นก่อน
ไม่อยากเล่าเรื่องเรียนสักเท่าไร เดี๋ยวจะอิจฉากันซะเปล่าๆ ปลี้ๆ เอาเป็นว่าผมชอบเขียนก็แล้วกัน นอกจากชอบเขียนแล้ว ผมยังชอบวาดอีกด้วย เคยอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนของขายหัวเราะเพราะคิดง่ายๆ ว่าอยากขำ ประกอบกับอยากพิสูจน์ว่านักเขียนการ์ตูนไม่ได้ไส้แห้ง เพราะแค่ใครก็ไม่รู้ เขียนการ์ตูนขำ แล้วส่งไปขายหัวเราะ ถ้าได้ลง สมัยนั้นก็ได้ขำละร้อยยี่สิบ (สมัยนี้เท่าไรไม่รู้ เพราะรู้แล้วจะไม่ขำ) คิดดูแล้วกัน ใครก็ไม่รู้ เอาขำไปขาย ยังได้ตั้งขำละร้อยยี่สิบ แล้วถ้าเป็นนักเขียนขำมืออาชีพล่ะ มันต้องได้มากกว่าร้อยยี่สิบแน่ๆ
คิดเอาเองแบบมั่วๆ ว่าได้ขำละร้อยห้าสิบ ออกเล่มละสิบขำ ก็พันห้า เดือนนึงออกสีครั้ง ก็เท่ากับสี่สิบขำ รวมเป็นเงินหกพัน แถมมีมหาสนุกอีก ก็เป็นเดือนละแปดสิบขำ รวมเป็นเงินหมื่นสอง โอ้โห รวยกันเห็นๆ เงินหมื่นสำหรับคนอายุไม่ถึงยี่สิบนี่ถ้าหาได้ล่ะก็ แม่งโคตรขำ แต่พอคิดไปคิดมาก็ขำไม่ออก เพราะเดือนนึงมีสามสิบวัน เท่ากับว่าต้องเขียนให้ได้วันละห้าถึงหกขำเป็นอย่างน้อย เผื่อไว้ว่าเดี๋ยวบางอันไม่ขำ ก็เท่ากับว่าเดือนละเืกือบสองร้อยขำ แล้วกูจะเอาเวลาที่ไหนไปขำได้เยอะขนาดนั้นวะ วันละหกขำ คิดครั้งละขำหลังอาหารยังไม่พอเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ส่งไปซักที เลยหันมาเขียนเป็นตัวหนังสือแทน วันไหนอยากขำก็ขำได้ วันไหนไม่อยากขำก็ได้ สบายใจดี
เคยไปเป็นคุณครูติวศิลปะสำหรับเอนทรานซ์อยู่พักนึง พยายามจะเป็นคุณครูใจดี สอนแบบขำๆ แต่เด็กมันไม่ขำด้วย มันบอกว่าเสียเงินมาเรียนค่ะครูขา ช่วยสอนให้หนูเอนติดศิลปากรด้วย .......
แหม่... อันตัวครูนี้ยังเรียน ม.รังสิตเลย นักเรียนจะเก๋าไปศิลปากรซะงั้น ด้วยโดนเด็กลองวิชา เลยโชว์เหนือ ฟิกเกอร์คนเหมือนด้วยเกรยอง ในเวลาสิบห้านาที ... อนิจจา นักเรียนก็ยังไม่ขำ แม่งบอกไม่เห็นเหมือนเลยอาจารย์
จากนั้นมาก็เลยไม่สอนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พยายามทำตัวเป็นครูขำๆ แนะแนวอย่างเดียว ซึ่งก็ภูมิใจ มีน้องคนนึงสอบติดมหาลัยของรัฐ น้องมาขอบคุณ ผมก็รับคำขอบคุณมาแบบงงๆ แล้วก็บอกว่าเราสอนขำๆ ไม่ได้สอนอะไรในส่วนของวิชาการ ที่น้องสอบได้ เป็นเพราะฝีมือและความขยันของน้องเองต่างหาก
น้องบอกว่า "ขอบคุณที่พี่ช่วยให้หนูขำ"
ตอนนี้ทำงานอะไรก็ยังระบุได้ไม่แน่ชัด เอาเป็นว่าทำเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์แล้วกัน บางครั้งก็อยากเรียกตัวเองว่ากราฟฟิคดีไซน์เนอร์ แต่จั๊กกะจี้ตัวเองยังไงก็ไม่รู้ มันเดียมๆ ชอบกล มีความรู้สึกว่า ไอ้กราฟฟิคดีไซน์เนอร์เนี่ย มันฟังแล้วโคตรเท่ โคตรเก่ง ยังไม่รู้ว่าตัวเองเก่งแค่ไหน เลยอยากเรียกตัวเองว่าอิลลาสเตรเตอร์ แค่นี้ดีกว่า ดูถ่อมตัวดี
ก็เพราะไอ้ต่วยตูนเล่มนั้นแหล่ะ ที่ทำให้คิดเป็นตุเป็นตะไปเองว่า เขียนหนังสือได้ ก็เลยไปเขียนที่มายสเปซ ไปเขียนที่ไฮไฟว์ เห็นอย่างนี้มีไฮไฟว์กับเขาเเหมือนกันนะ เขียนไปเขียนมารู้สึกว่ามันสนองความอยากไม่ได้ เลยมาที่นี่แหล่ะครับ ที่ๆ ทั่นอ่านกันอยู่นี่แหล่ะ
ตอนนี้พยายามอยากจะเป็นคนขำๆ เขียนเรื่องให้สนุก ไม่อยากให้คนที่อ่านเครียด มาอ่านบล็อกผม ก็ได้ขำกลับไป คนเขียนก็ขำ คนอ่านก็ขำ แต่บางครั้งมันก็มีเรื่องที่ขำไม่ออก หยาบคายบ้าง แซวชาวบ้านให้เขาเกลียดขี้หน้าออนไลน์บ้าง หวังว่าคงเข้าใจกัน จะพยายามทำตัวให้ขำตลอดครับ
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ใครที่ยังไม่รู้จักชายผู้นี้ กรุณากลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น อ่านอย่างละเอียดรอบรอบ ถ้าไม่ชอบใจกรุณาอย่าโวยวาย เพราะการโวยวายนั้น มันไม่ขำ



