กบฏดินปืน

posted on 12 Nov 2010 04:05 by khunkrabi in DungBeetle
 
คำแนะนำ
เอนทรีนี้ค่อนข้างยาว และเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ยุโรป ซึ่งผมเองเป็นชาวเอเชียน
การที่ผมไปสาระแน... รู้เรื่องของชาวยุโรปเขา แล้วนำมาเล่าสู่กันอ่าน อาจมีการคลาดเคลื่อนได้
เพราะฉะนั้น
...
โปรดอ่านตาไว้ตาครับ
 
 
 
เมื่อคืนวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเป็นคืนสำคัญคืนหนึ่งของชาวอังกฤษ English ไม่เฉพาะแต่ชาวอังกฤษเท่านั้น แต่รวมถึงชาวเวลช์ Welsh ชาวสก็อต Scottish และชาวไอริชด้วย Irish ซึ่งทั้งหมดเรียกรวมว่าบริทิช British แต่ในที่นี้ผมขอเรียกรวมแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่าชาวอังกฤษแล้วกันครับ
 
ชาวอังกฤษเขาเรียกค่ำคืนในวันที่ 5 พฤศจิกายนของทุกปีว่า Bonfire Night หรือ Guy Fawkes Night ครับ... ชาวอังกฤษเขาจะเฉลิมฉลองกัน เนื่องจากว่าในวันนี้เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อน มีชายคนหนึ่งถูกจับแขวนคอร่วมกับพรรคพวก ข้อหาเป็นกบฏต่อราชบัลลังก์อังกฤษ
 
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1605 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของอังกฤษ กล่าวคืออังกฤษ (ในที่นี้หมายถึงสหราชอาณาจักร Great Britain) เพิ่งจะแยกตัวออกจากศาสนจักรโรมันคาธอลิกได้ไม่นาน และเกิดการเปลี่ยนมือของอำนาจ จากที่อำนาจทางการเมืองและทหารทั้งหมด อยู่ในมือของศาสนจักรโรมันคาธอลิก โดยมีผู้ควบคุมบังเหียนคือโป๊ป (Pope, พระสันตปาปา) แต่เพียงผู้เดียว กลับกลายมาอยู่ที่พระมหากษัตริย์ซึ่งได้กลายเป็น Supreme head (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) ในสมัยนั้นการเมือง และศาสนาทั่วยุโรปอยู่ใกล้กันมากครับ ใกล้จนเกือบจะเป็นเรื่องเดียวกัน (คือเรื่องการเมือง) หากเคยดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงครามครูเสด Crusade เช่น Kingdom of heaven ก็จะรู้ได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองล้วน ๆ
 
 
 
ขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง (เผื่อว่าใครไม่รู้เรื่องสงครามครูเสด)
 
สงครามครูเสดเป็นสงครามระหว่างศาสนาคริสต์ในนิกายต่าง ๆ แต่ที่รู้จักกันดีและยังเป็นปัญหามาจนทุกวันนี้คือสงครามศาสนาระหว่างชาวคริสต์ และชาวมุสลิม เนื่องจากชาวคริสต์ต้องการยึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หรือนครเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล Jerusalem, Israel ในปัจจุบัน และเมืองคอนสแตนติโนเปิล Constantinople หรือกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี Istanbul, Turkey ในปัจจุบัน ซึ่งเดิมเป็นของโรมันอยู่แล้ว ก่อนที่กองทัพศาสนจักรอิสลามจะเข้ามาที่นี่
 
ในตอนเริ่มสงครามนั้นชาวมุสลิม นำโดยกาลิฟ Caliph (หรือคอลีฟาห์ Khalifah ในภาษาอารบิก หมายถึง ผู้นำโลกมุสลิม) ได้เข้ายึดครองดินแดนศักดิ์สิทธ์แห่งนี้โดยเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของศาสนาทั้งสาม คือคริสต์ ยูได และอิสลาม ชาวมุสลิมยึดครองเมืองสำคัญทางศาสนาที่สำคัญ ๆ อีกหลายเมือง โดยเฉพาะ นครเยรูซาเลม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้ และเป็นสถานที่ ๆ เชื่อมต่อระหวางโลกมนุษย์กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ โดยเชื่อว่าพระเจ้าได้มอบดินแดนให่งนี้ไว้ให้มนุษย์ได้พบกับพระองค์ (เรื่องที่น่าสนใจคือ ความสำคัญของนครเยรูซาเลม ได้ถูกบันทึกไว้เหมือนกันในคัมภีร์ทางศาสนาของทั้งสามศาสนาคือ คริสต์ ยิว และอิสลาม แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน)
 
เคยได้ยินเรื่องมหาวิหารของกษัตริย์โซโลมอนไหมครับ... ในยุคก่อนที่ชาวมุสลิมจะเข้ายึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ กษัตริย์โซโลมอน King Solomon ทรงเชื่อว่านครเยรูซาเล็มเป็นสถานที่ ๆ จาคอบ Jacob บุรุษผู้เป็นต้นตระกูลของชาวยิว ได้นอนลงและนิมิตเห็นบันไดที่ทอดลงมาจากสวรรค์ พระองค์จึงมีดำริให้สร้างมหาวิหารขึ้นเพื่อสักการพระเจ้า ซึ่งต่อมามหาวิหารนี้ได้ถูกทำลายลงในช่วงที่อาณาจักรโรมันเข้ายึดครอง (ก่อนที่ชาวมุสลิมจะเข้ามา) และเมื่อชาวมุสลิมเข้ามาจึงได้สร้างสุเหร่าขึ้นทับบนมหาวิหารแห่งนี้
 
สงครามครูเสดมีสาเหตุหลักมาจากความแตกต่างของความเชื่อทางศาสนา และนอกจากนั้นก็มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะในสมัยนั้นเศรษฐกิจในยุโรปตกต่ำเป็นอย่างมาก บิช็อป Bishop (หัวหน้าบาทหลวง) หรือโป้ป (ผู้นำศาสนา) มีอำนาจล้นเหลือ เหนือกว่ากษัตริย์ และครอบครองทรัพย์สินมหาศาล (มีความเชื่อในยุคนั้นที่ว่า หากมีลูกชาย ก็จะให้บวชเป็นพระ เพื่อจะได้เป็น บิช็อป หรือโป้ปต่อไป)
 
ทั้งนี้เพราะความโลภเป็นหลัก ทั้งโป้ป และบิช็อป และเหล่าขุนนางที่ต้องการความร่ำรวย จึงให้คำโฆษณากับนักรบครูเสด Crusader ว่าจะสามารถล้างบาปให้พวกเขาได้ หากพวกเขายอมฆ่าคน (ทำสงครามโดยอ้างศาสนา) และยังอนุญาติให้นักรบครูเสดสามารถปล้นสะดมพวกยิว หรือพวกนอกศาสนาได้อีกด้วย...
 
 
 
 
 
เอาละกลับมาเข้าเรื่องกันต่อครับ...
 
ตอนนั้นมีชายคนหนึ่งชื่อว่านายกาย โฟกส์ (Guy Fawkes) ซึ่งเป็นคริสตศาสนิกชนนิกายโรมันคาธอลิก Roman Catholic (หัวรุนแรงหรือเปล่าไม่รู้) ได้ร่วมกับพรรคพวกคาธอลิกจำนวนหนึ่ง (ตอนนั้นคริสตศาสนาในอังกฤษเปลี่ยนเป็นโพรเทสแทนท์ Protestant) ทำการวางแผนที่จะลอบปลงพระชนม์กษัตริย์เจมส์ที่หนึ่ง King James I โดยการวางระเบิดรัฐสภา House of Parliment (รัฐสภาเดียวกับที่ ๆ มีบิ๊กเบนที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน) โดยแผนนี้เรียกว่า แผนดินปืน Gunpowder Plot
 
เขากับพรรคพวกได้ไปซื้อบ้านที่อยู่ติดกับอาคารรัฐสภา และค่อย ๆ สะสมดินปืนไว้ที่ห้องใต้หลังคาทีละน้อย กะเอาไว้ว่าได้มากพอเมื่อไร เขาและพวกจะลำเลียงไประเบิดอาคารรัฐสภา ผ่านทางอุโมงค์ใต้ดิน ตรงจุดที่ตรงกับประตูรัฐสภา โดยกะไว้ว่า เมื่อกษัตริย์เจมส์เปิดประตูออกมาเมื่อไร เขาจะจุดชนวนระเบิดทันที
 
แต่น่าเสียดาย ที่ข่าวรั่วเสียก่อน พวกของเขาถูกจับได้ และโดนเชือดตายในอุโมงค์นั้น ส่วนนายกาย โฟกส์ และพรรคพวกอีกจำนวนหนึ่งก็ถูกจับแขวนคอ...
 
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกวันที่ 5 พฤศจิกายนของทุกปี ก็จะมีหุ่นฟาง (ตัวแทนของนายกาย โฟกส์) ที่น่าสงสาร ถูกเผาเพื่อเตือนใจถึงเหตุการเลวร้ายที่เขาได้ก่อขึ้นในวันนั้น (แม้จะไม่สำเร็จก็เถอะ)
 
 
 
 
 
ตัวผมเองก็มีโอกาสได้ไปดูงานฉลองครั้งนี้กับเขาเหมือนกัน ซึ่งดูแล้วบรรยากาศก็เหมือนกับการไปเข้าค่ายรอบกองไฟสมัยเรียนลูกเสือ ผิดแต่ว่ากองไฟใหญ่กว่ากันมากนัก ซึ่งที่ ๆ ผมไปชมนั้น เขาลงทุนสร้างอาคารรัฐสภาจำลองขึ้นมาเผากันเลยทีเดียว เสียดายว่ากว่าจะฝ่าฝูงชนเข้าไปถ่ายได้ไฟก็ไหม้ไปกว่าครึ่งแล้ว เลยไม่รู้ว่า ที่เขาจำลองขึ้นมานั้นมันใหญ่ขนาดไหน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จากที่ดู ๆ แล้วก็แปลกดี ไม่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริง เขาเฉลองกันให้กบฏ หรือฉลองเพราะดีใจ และเตือนใจที่กบฏตายก็ไม่รู้... แต่ได้คิดในใจเอาเองว่า "เรื่องความคิดและอุดมการณ์นั้นช่างเป็นเรื่องที่อันตรายเสียเหลือเกิน หากเราใช้มันในทางที่ผิด"
 
คงคล้าย ๆ กับประเทศ ๆ หนึ่งแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เห็นว่ามีการปกครองคล้าย ๆ กันอยู่ คือมีขุนนางขี้ฉ้อ พยายามจะฮุบบ้านกินเมือง เอาทรัพย์สินของบ้านเกิด แผ่นดินนอนไปขายให้กับต่างชาติ จนวันหนึ่งถูกประชาชนจับได้ เลยขับไล่ให้ไปอยู่เสียต่างประเทศ (หากไม่ยอมกลับมารับโทษ)
 
แต่ทางขุนนางขี้ฉ้อคนนั้น (ซึ่งโกงกินไว้มากจนร่ำรวย) ก็ยังพยายามปลุกระดม สมัครพรรคพวกกลุ่มหนึ่ง โดยใช้เงินเป็นเหยื่อล่อ ให้ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อตัวเขาจะได้กลับมามีอำนาจ เพื่อโกงบ้านกินเมืองอีกครั้ง
 
 
 
มองเผิน ๆ สองเรื่องนี้ก็เหมือน ๆ กัน หากแต่ต่างกันตรงที่ คนร้าย (ในเรื่องหลัง) ยังไม่ได้ถูกลงโทษ...
 
ก็ได้แต่หวังไว้เล็ก ๆ หากชาวอังกฤษ เขาฉลองกันเพราะว่าคนร้ายได้ถูกประหาร
 
...
..
.
 
 
"สักวันหนึ่งประเทศเล็ก ๆ ประเทศนั้น คงจะได้จุดพลุ เผาหุ่นฟางเฉลิมฉลองกันบ้าง"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ปล. ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งเรื่องของ Guy Fawkes และ Crusade ผมได้แปลมาจากเอกสารประกอบการเรียนในคลาส ESOL นะครับ ซึ่งภาษาที่ใช้ถือว่าเป็นภาษาระดับสูงอยู่เหมือนกัน และผมไม่ใช่คริสตศาสนิกชน ดังนั้นโปรดอ่านตาไว้ตา เพราะอาจจะมีบางช่วงของเนื้อเรื่องที่อาจคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง (แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะมี จนทำให้เสียใจความสำคัญ)
 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! เคยได้ยินเรื่องกบฏดินปืนมาแว๊บๆ สมัยเรียนวิชาประวัติศาสตร์สมัยมหาวิทยาลัย (นพเรียนเอกภาษาอังกฤษค่ะ) แต่เพิ่งเข้าใจรายละเอียดประวัติความเป็นมาอย่างแจ่มแจ้งจากคุณแมงนี่ล่ะ^^ ขอบคุณมากๆ นะคะ^^

ปล.อยากให้ดาวคอมเมนท์ 3กับ6ด้วย^^

Hot! Hot!

#10 By fiothiel on 2010-11-15 16:23

ถึง คุณแมง

ถ้าจำไม่ผิด นาย กาย โฟกส์ นี่เป็นต้นแบบที่อลัน มัวร์ นักเขียนการ์ตูนชื่อดัง เอาไปตีความใหม่แล้วสร้างเป็นตัวเอกในการ์ตูนเรื่อง V For Vendetta ที่เอามาสร้างเป็นหนังฮอลลีวู้ทีหลังครับ surprised smile

#9 By Old Mustang on 2010-11-14 22:47

เจ้สนใจภาพไฟง่ะ
ถ่ายศิลปดี

confused smile confused smile confused smile

#8 By ปิยะ99 on 2010-11-12 21:26

พี่ฟังหูไว้หูได้เปล่าคะ เพราะมีคนอ่านให้ฟัง.... คริคริbig smile

#7 By โต๊ะคิ้งส์ on 2010-11-12 11:16

ชอบอ่านเรืองพวกนี้ครับ
นอกจากสนุก
การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ สอนใจเราได้เสมอ
น่าดีใจที่ต่างชาติสนใจเรียนประวัติศาสตร์
บ้านเรากลับสอนให้เป็นวิชาที่น่าเบื่อสำหรับเด็กๆ

เรื่องนี้น่าสนใจดีครับ
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
กาย โฟกส์ อาจจะไม่ใช่คนเลว
หากขุนนางคนนั้นขี้ฉ้อ
หากวันนั้นสำเร็จ
ประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนไป

เพราะผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์
ใช้ศรัทธานิยมหาประโยชน์เข้าตัวเอง คล้ายกันจริงๆครับ

#5 By 40reborn on 2010-11-12 10:43

แปะไว้ก่อนว่าน่าอ่านมาก.. แต่ตอนนี้งานท่วมหัวเลยค่ะ เดี๋ยวตอนเที่ยงกลับมาอ่านละกัน big smile

#4 By แอ้ on 2010-11-12 09:30

เหตุที่เยรูซาเล็มมีความสำคัญกับทั้ง 3 ศาสนา ก็เพราะทั้ง 3 ศาสนามีประวัติศาสตร์ร่วมกันครับ ลำดับเรื่องคร่าว ๆ ก็คือ ศาสนายิว (หรือยูดาย) เกิดขึ้นมาก่อน นับถือกันในหมู่พวกคนยิว ช่วงปลายจักรวรรดิโรมันเกิดศาสนาคริสต์ขึ้น โดยพระเยซูนั้นรับเอาแนวคิดบางประการของศาสนายิวมา เช่น แนวคิดพระเจ้าองค์เดียว แต่ปรับวิธีคิดหลายประการ จะพูดไปก็เหมือนกับปฏิรูปศาสนายิวนั่นเอง และศาสนาคริสต์ก็รับเอาคัมภีร์เดิมของศาสนายิว มาปรับเป็นคัมภีร์พันธะสัญญาเดิม (หรือพันธะสัญญาเก่า) ที่ว่าด้วยเรื่องตำนานโบราณต่าง ๆ เช่น โมเสส อาดัมกับอีฟ น้ำท่วมโลก เรือโนอาห์ ฯลฯ จากนั้นศาสนาอิสลามก็ปรับศาสนาคริสต์ไปอีกรอบนึง ที่เห็นได้ชัดก็คือ ในศาสนาอิสลามนั้นนับพระเยซูเป็นศาสดาพยากรณ์ผู้หนึ่ง ก่อนท่านศาสดานบีมูฮัมหมัดด้วยครับ

(ยิ่งกว่านั้นนักวิชาการทางศาสนาเปรียบเทียบบางส่วนก็เห็นกันว่า ศาสนายิวก็รับแนวคิดมาจากศาสนาโบราณของพวกเมโสโปเตเมีย มาปรับเปลี่ยนเหมือนกันด้วยครับ)

#3 By aaax on 2010-11-12 08:25

เป็นพิธีที่แปลกจริงๆเลยค่ะ
จริงเเน่เเท้ ขุนนางอยากเป็นใหญ่ big smile

#1 By i'am-toontoon on 2010-11-12 07:21