จ๋า
posted on 21 Apr 2009 22:43 by khunkrabi in DungBeetle
จ๋าไม่กินไก่ ที่จ๋าไม่กินไก่ไม่ใช่เพราะจ๋ากลัวหวัดนก แต่จ๋ากลัวไก่ หรือเรียกอีกอย่างว่าจ๋าเป็นโรค Chicken Phobia หรือโรคกลัวไก่ขึ้นสมองนั่นเอง จ๋ากลัวแม้กระทั่งคนชื่อไก่ แต่โชคก็ยังเข้าข้างจ๋าอยู่ตรงที่จ๋าไม่ได้เกิดปีไก่ ถ้าเป็นอย่างนั้น จ๋าคงกลัวตัวเอง
บางครั้งจ๋ายังสงสัยว่าทำไมไม่มีแมวมองมามองจ๋าบ้าง ทั้งๆ ที่จ๋ามีคุณสมบัติดาราครบถ้วน รูปร่างหน้าตาจ๋าก็ใช่ว่าจะแย่ จ๋ายังเคยเป็นดาวมหาลัยเลยด้วยซ้ำไป และแถมยังเป็นดาวมหาลัยที่กลัวไก่อีกต่างหาก คุณสมบัติขนาดนี้ยังเป็นดาราไม่ได้อีกเหรอ จ๋าบ่นกับตัวเองว่าอาจเป็นเพราะเดี๋ยวนี้ ตลาดไม่นิยมดาราที่กลัวอะไรแบบนี้แล้วก็ได้ ไอ้ครั้นที่จ๋าจะหันไปกลัวอย่างอื่น จ๋าก็ยังไม่รู้ว่าจ๋าจะกลัวอะไรดี
ดาราส่วนใหญ่ใจบุญ ใช่แล้ว! จ๋าคิดว่าจ๋าควรจะใจบุญบ้าง แต่จะให้จ๋า ไปทำบุญแบบดาราก็คงไม่ไหว จ๋าคิดว่าเปลือง จ๋าเลยหันมาทำบุญอย่างอื่นแทน
จ๋าไม่กินเนื้อวัว เพื่อนจ๋าบอกว่า กินสัตว์ใหญ่แล้วจะบาปเยอะกว่า จ๋าควรให้ทานโดยการไม่กินสัตว์ใหญ่ เช่นวัว ตอนนี้จ๋าเลยไม่กินทั้งวัว ทั้งไก่
การที่จ๋าไม่กินไก่ และวัว ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตจ๋าลำบากมากนัก เพราะจ๋าชอบกินหมู และจ๋ายังมีความสามารถใช้มีดแล่หมูเป็นชิ้นๆ ได้อย่างสวยงามอีกด้วย คนทั้งบ้านจ๋ายกให้จ๋าเป็นแชมป์แล่หมูประจำตำบล ถึงแม้ว่าตำบลที่จ๋าอยู่จะไม่มีการแข่งขันแล่หมูมาก่อนก็เถอะ แต่จ๋าก็ภูมิใจ และคิดว่าคงไม่มีใครมาแล่หมูเทียบชั้นกับจ๋าได้
แล้วทำไมจ๋าถึงกลัวไก่ ย้อนกลับไปเมื่อสมัยจ๋ายังเด็ก จ๋ามีไก่อยู่ตัวนึง แม่จ๋าซื้อให้จ๋า เพราะจ๋าลงไปนอนดิ้นพราดๆ กับพื้นตลาดนัด จ๋าอยากเลี้ยงไก่ตัวนั้น ไม่สิ ตอนนั้นมันยังไม่เรียกว่าไก่ เพราะมันยังเป็นลูกเจี๊ยบสีชมพู ในกล่องกระดาษต่างหาก จ๋าไม่รู้หรอกว่ามันคือไก่ แต่จ๋าเห็นว่าไอ้ตัวสีชมพูในกล่องกระดาษนี่มันน่ารักดี
ทุกๆ เช้า จ๋าตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะเข้าครัวเพื่อตักข้าวสารไปป้อนลูกเจี๊ยบเช่นเคย แม่ของจ๋าบอกว่าลูกเจี๊ยบกินข้าวเปลือก ก็คงจะจริง เพราะครูสมสกุล ครูประจำชั้นอนุบาลสองทับสามก็บอกจ๋าว่าลูกเจี๊ยบกินข้าวเปลือก ไม่ใช่แค่ข้าวเปลือก แต่ลูกเจี๊ยบก็ยังกินหนอน และแมลงเล็กๆ ต่างๆ ด้วย แต่แม่บอกว่า เราไม่ใช่ชาวนา เราไม่มีข้าวเปลือก เราให้ลูกเจี๊ยบกินข้าวสารแทนก็ได้ จ๋าคิดว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะเวลาแม่หุงข้าวแล้วมีข้าวเปลือกติดมา จ๋าต้องคอยแกะข้าวเปลือกเมล็ดนั้นก่อนทุกที ลูกเจี๊ยบก็คงไม่อยากแกะเปลือกข้าวเหมือนจ๋า ส่วนเรื่องแมลง และหนอนที่คุณครูสมสกุลบอก แม่จ๋าบอกว่าเราไม่ควรฆ่าสัตว์ ซึ่งจ๋าก็เห็นด้วย และจ๋าก็ไม่ค่อยชอบหนอนเท่าไร จ๋าจำได้ว่า เด็กชายชิมชิมเอาหนอนผีเสื้อสีเขียวมาอวด ชิมชิมบอกว่า ถ้าเลี้ยงไปนานๆ หนอนตัวนี้จะพูดได้ ตอนแรกจ๋าก็ไม่เชื่อ หนอนผีเสื้อจะพูดได้ยังไงกัน จนจ๋าได้ดูโฆษณาชาเชียวนั่นแหล่ะ จ๋าจำได้ว่าหลังจากดูแล้ว จ๋ายังไปบอกชิมชิมว่า หนอนของชิมชิม พูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่น แต่ชิมชิมไม่เชื่อ เลยเอาหนอนยัดปากจ๋า จากนั้นมาจ๋าก็ไม่ชอบหนอน
วันหนึ่งจ๋าไม่สบาย หมอบอกว่าจ๋าเป็นไข้เลือดออก (ถ้าสมัยนั้นมีไข้หวัดนก จ๋าก็คงเป็นหวัดนกไปแล้ว) หมอบอกให้จ๋านอนโรงพยาบาล ระหว่างที่จ๋ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จ๋าคิดถึงลูกเจี๊ยบสีชมพูตัวนั้นมาก จ๋าอยากกลับบ้านเพื่อไปหาลูกเจี๊ยบไวๆ หรือไม่ก็ให้แม่พาลูกเจี๊ยบมาหาจ๋าที่โรงพยาบาล แต่หมอไม่อนุญาติ หมอบอกว่าไก่มีเชื้อโรค อาจจะทำให้จ๋าตายได้ จ๋าไม่เชื่อ จ๋าเถียงหมอบอกว่ามันไม่ใช่ไก่ มันเป็นแค่ลูกเจี๊ยบธรรมดาๆ เท่านั้น จ๋ารู้ เพราะจ๋าเฝ้าฟูมฟักลูกเจี๊ยบตัวนั้น ป้อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็น เมื่อจ๋าหายดีแล้ว จ๋าจะกลับบ้านไปป้อนข้าวสารลูกเจี๊ยบเหมือนเดิม
เรื่องเศร้าเกิดขึ้นวันที่จ๋ากลับบ้าน ลูกเจี๊ยบสีชมพูตัวนั้นหายไป จ๋าพยายามหาเท่าไรก็หาไม่เจอ จนแม่บอกว่า ลูกเจี๊ยบสีชมพูไม่ได้หายไปไหน แต่มันโตขึ้นมาเป็นไก่แทน จ๋าเสียใจเป็นอย่างมาก จ๋าไม่คิดว่ามันจะเป็นไก่ ถ้ารู้ว่ามันโตขึ้นมาแล้วลูกเจี๊ยบจะกลายเป็นไก่ จ๋าก็คงไม่ซื้อมา ไม่สิ จ๋าคงไม่ร้องไห้ลงไปนอนดิ้นกับพื้นตลาดนัดให้แม่ซื้อมาต่างหาก
แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้น (ใช่สิ เรื่องแค่นี้คิดว่าจ๋าจะกลัวไก่เรอะ) จ๋าคิดมาโดยตลอดว่า ไก่ตัวนั้นมันกินลูกเจี๊ยบไป จ๋าไปถามแม่ แม่ก็บอกว่ามันโตมาเป็นไก่ จ๋าไปถามคุณครูสมสกุล ครูประจำชั้นอนุบาลสองทับสาม ครูก็บอกว่า มันโตมาเป็นไก่ เห็นจะมีแต่ชิมชิมนั่นแหล่ะที่เห็นด้วยกับจ๋า
ชิมชิมบอกว่า ที่บ้านชิมชิมทำฟาร์มไก่ มีลูกเจี๊ยบและไก่เต็มไปหมด ถ้าชิมชิมเห็นคนงานที่บ้านเอาไก่เข้าไปในกรงลูกเจี๊ยบเมื่อไร กรงนั้นจะไม่มีลูกเจี๊ยบเหลืออีกเลย ป๊าของชิมชิมบอกว่า ไก่กินลูกเจี๊ยบ ก็คงจะจริง เพราะจ๋าก็ไม่เคยเห็นไก่ออกลูกเป็นไก่ซักที ไก่ออกลูกเป็นไข่ต่างหากเล่า ลูกเจี๊ยบมีไว้เพื่อเป็นอาหารไก่เท่านั้น
วันหนึ่งจ๋าไปเที่ยวบ้านชิมชิม จ๋าชวนชิมชิมไปดูกรงไก่ เพื่อจะดูว่าไก่กินลูกเจี๊ยบจริงอย่างที่ชิมชิมบอกหรือเปล่า พอเข้าไปดูใกล้ๆ สิ่งที่จ๋าเห็นคือไก่จำนวนมากกำลังรุมกินอะไรอยู่ก็ไม่รู้ แต่ขนที่ฟุ้งกระจายไม่ใช่ขนไก่ มันคล้ายขนลูกเจี๊ยบ
นี่คือเหตุผลง่ายๆ ที่จ๋ากลัวไก่ จนหลายคนคิดว่ามันง่ายเกินไปที่จ๋าจะกลัวไก่ แต่ทำไมล่ะก็จ๋ากลัวของจ๋า เหตุผลแค่นี้ก็กลัวได้ใครจะทำไม ขนาดคนบางคนยังกลัวส้มเขียวหวานโดยไม่มีเหตุผล แมวมองยังมาจับไปเป็นดาราได้ แล้วจ๋ากลัวไก่ทั้งๆ ที่มีเหตุผลขนาดนี้ ยังไม่พอที่จะเป็นดาราอีกเหรอ
จ๋าคิดว่าบางที ถ้าแมวมองไม่ได้เรียกว่าแมวมอง แล้วเรียกว่าไก่มอง จ๋าก็คงจะกลัวไก่มองเหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจ๋าคงหมดโอกาสที่จะเป็นดารา เพราะจ๋ากลัวไก่มอง
แต่วิวัฒนาการของประตูสู่ดาวตอนนี้ เริ่มเปิดโอกาสให้คนทั่วไปมีโอกาสเป็นดารากันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเดอะสตาร์ บ้านเอเอฟ จ๋าอยากไปสมัครเหลือเกิน แต่จนแล้วจนรอดจ๋าก็ยังไม่ได้ไปซักที เพราะจ๋ากลัวว่าพี่ไก่ สมพล จะมาเป็นพิธีกร
จ๋าชอบกินส้มตำ นอกจากอร่อยแล้ว มันยังทำให้จ๋าไม่อ้วนด้วย แต่จ๋าไม่เข้าใจว่าทำไม ส้มตำแล้วต้องไก่ย่างด้วย ส้มตำหมูย่างไม่ได้เหรอ แต่เรื่องนี้จ๋าก็ไม่ได้เดือดร้อนถึงขั้นไปเรียกร้องสิทธิสตรีกลัวไก่ ให้ทุกคนเปลี่ยนมากินส้มตำหมูย่างแทน ที่จ๋าทำได้ก็แค่สั่งส้มตำเดลิเวอร์รี่ ของป้าหนอม หรือป้าถนอม แม่ค้าส้มตำไก่ย่างปากซอยมากิน โดยที่เปลี่ยนจากไก่ย่างเป็นคอหมูย่างติดมันแทน




.
.
จ๋านี่ใคร? -_-'
.
.
กลัวไก่ ก็ต้องยิ่งกินไก่สิ
(เพื่อนบอกมา)
.
.
กิน...ให้มันสูญพันธุ์หมดโลกกกกก
#1 By ArchmaniaC on 2009-04-21 22:55