มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยได้รับเกลียดเกียรติให้ไปร่วมเป็นพี่แนะแนว แนวทางการศึกษาต่อของนักเรียนชั้น ม.6 ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งหน้าที่ของผมก็คือยั่วยุุ และมอมเมาให้น้องๆ นักเรียน สนใจไปเรียนต่อในวิชาที่ผมร่ำเรียนมา

ซึ่งความจริงแล้ว การแนะแนวในครั้งนั้น ผมก็ไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตั้งใจโดยตรงหรอกครับ เพียงแต่ว่าผมเสือกทำใบ รบ.4 (ครับ ถ้าระดับมหาวิทยาลัย ก็เรียกว่า ใบทรานสคริปต์นั่นแหล่ะครับ) หาย เลยเข้าไปที่โรงเรียนเก่าเพื่อจะขอใบใหม่ ไปสัมภาษณ์งาน (ขอเอาไว้ก่อน เผื่อว่า วุฒิฯ อื่นไม่มีตำแหน่ง เอาวุฒฯ ม.6 ก็ได้วะ) ในระหว่างที่รอเจ้าหน้าที่ห้องทะเบียน ดำเนินการออกใบรับรองผลการเรียนให้ใหม่นั้น ก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งเดินผ่านมา

เหตการณ์มันน่าจะลงเอยด้วย ผมรับใบรับรองผลการเรียนแล้วก็กลับบ้าน ไปนอนเอาพัดลมเป่าดาก เกาตูด รอสัมภาษณ์งาน แต่... อาจารย์ท่านนั้นแม่งเสือกจำผมได้

อาจารย์แกชื่อแสงเดือนครับ ผมจำนามสกุลไม่ได้ (บล็อกเกอร์ทั่นใด เรียนโรงเรียนเดียวกับผม (พิบูลวิทยาลัย) ช่วยตอบนามสกุลที่คอมเมนท์ด้วย) ด้วยความที่เคยเป็นลูกศิษย์ อาจารย์กันมาก่อน ตามธรรมเนียมก็ต้องถามสารทุกข์สุขดิบกัน อาจารย์บอกว่า ทั้งห้องผม จำผมได้คนเดียว เพราะตอนเีรียนวิชาภาษาอังกฤษของอาจารย์แสงเดือน ผมนั่งหน้าห้องตลอด ไม่ใช่ว่าเพราะผมเก่งภาษาอังกฤษ ตรงกันข้ามเลย ที่ผมนั่งหน้าห้องเพราะกลัวถูกอาจารย์เรียกถาม แล้วตอบไม่ได้ แล้วกลัวจะขายขี้หน้าเขามากกว่า ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรอดพ้นจากการขายขี้หน้า เพราะไม่ว่าผมจะย้ายไปนั่งที่ไหน อาจารย์แสงเดือนก็จะคอยจ้องเล่นงานแต่ผมคนเดียว เอาเป็นว่า ในหนึ่งคาบเรียน อาจารย์แกเรียกให้ผมตอบคำถามมากกว่าห้าครั้ง มารู้ทีหลังว่า อาจารย์ในโรงเรียนนี้ 50% เป็นเพื่อนพ่อผม 30% เป็นอาจารย์ของพ่อ นอกนั้นเป็นอาจารย์ใหม่ และพ่อผมก็สนิทกับอาจารย์แสงเดือนเป็นอย่างดี สนิทถึงขนาดที่ว่า แกไปคุยกันหลังไมค์ บอกว่า "เอามันให้หนัก"

เอาล่ะกลับมาเข้าเรื่องกันต่อ หลังจากที่ถามทุกข์สุขกันเรียบร้อย อาจารย์แสงเดือนแกก็ขอร้องแกมบังคับขู่เข็ญว่า ให้มาช่วยเป็นวิทยากร อืมมม... เป็นพี่แนะแนวดีกว่า วิทยากรหรูหราไปหน่อย แถมยังขู่ว่าให้เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเรื่องที่จะมาแนะแนวมาด้วย แต่คนอย่างผมเรอะมีหรือจะกลัวคำขู่ ถ้าอาจารย์แกไม่บอกว่า รุ่นน้องม.6 ปีนี้น่ารักหลายคน ผมก็ไม่ไปให้เสียเวลาหรอกครับ

ผมกลับมาบ้านตอนเย็นๆ หาข้อมูลเกี่ยวกับการแนะแนว เพื่อที่จะนำไปพูดในวันรุ่งขึ้น ผมมีเวลาในการหาข้อมูลประมาณ 6 ชั่วโมง คือตั้งแต่ หกโมงเย็น ถึงเที่ยงคืน แต่ผมนั่งโจ้เบียร์กับเพื่อนแม่งตั้งแต่สี่โมงเย็นแล้ว กว่าจะเลิกก็ห้าทุ่ม สรุปก็ไม่ได้หาข้อมูล

เมื่อถึงเวลาแนะแนว ผมก็เลยปลอบใจตัวเองว่า เรียนมายังไง รู้สึกยังไงก็พูดไปแบบนั้นดีกว่ามั้ง ดูไม่เฟคดี

วันนั้นผมแนะแนวน้องๆ ที่อยากเรียนศิลปะไปเกี่ยวกับ เรื่องการใช้ชีวิตในรั้วมหาลัย เรื่องการเรียน การทำงาน การคบเพื่อน ฯลฯ แต่ที่เน้นๆ และเท่าทีจำได้ก็คือ "การเรียนศิลปกรรมนั้น จะทำให้น้องๆ สามารถบ้าได้เต็มที่ อยากไว้ผมทรงบ้า ทรงบออะไรก็ตามใจ อยากจะแต่งตัวบ้าบอแบบไหนไปเรียนก็ได้ ไม่มีใครว่า ในเรื่องของการทำงาน ก็ติสแตกได้ ซึ่งการที่เราทำแบบนั้นได้เป็นเพราะ ภาพรวม ภาพในมุมมองของใครหลายๆ คน คิดว่าเราเป็นแบบนี้ และในเมื่อเราทำแบบนี้ ก็ไม่มีใครว่าเราผิดปกติ " ซึ่งการแนะแนวของผมในครั้งนั้น แต่ละคำมันจบลงด้วยเสียงเฮทุกที อาจารย์หลายๆ ท่านก็คงอาจจะไม่พอใจอยู่ลึกๆ ว่าใครเอาไอ้บ้านี่ขึ้นมาแนะแนววะ

แต่ครั้งนั้น ผมจบการแนะแนวลงด้วยประโยคที่ว่า "การจะเป็นนักเรียนศิลปะที่ดี ไม่ได้อยู่ที่การไว้ผมยาว แต่งตัว หรือทำตัวบ้าบอ ไม่ได้อยู่ที่การติสแตก เพราะการที่เราจะติสแตกได้นั้น เราควรที่จะเรียนวิธีการที่จะทำให้เราติสแตกได้ก่อน นั่นคือการเรียนรู้พื้นฐาน รากฐานของศิลปะ เพราะเมื่อเราไม่รู้อะไรเลย หรือรู้แค่เพียงแค่เปลือกนอก แต่ข้างในนั้นมันกลวง การติสแตกไปมากๆ ก้อาจจะแดกตีนได้ คนที่เป็นศิลปิน คนที่ติสแตกจัดๆ อย่างเช่น อ.ประเทือง เอมเจริญก็ดี อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ก็ดี หรืออ.ถวัลย์ ดัชนีก็ดี กว่าเขาจะบ้าได้ขนาดนั้น เขาต้องเรียนรู้พื้นฐานมามาก เพราะฉะนั้น น้องๆ ครับ อย่างที่พี่บอกไป การจะเป็นนักเรียนศิลปะทีดี หรือเท่ได้นั้น เราไม่ต้องไว้ผมยาวก็เท่ได้ ไม่ต้องทำตัวแปลกๆก็เท่ได้ ไม่ต้องกินเหล้าเก่งก็เท่ได้ ไม่ต้องสูบกัญชาก็เท่ได้ การจะเท่หรือไม่เท่ มันมีเพียงอย่างเดียว คือการที่เราทำตัวดี ช่วยกันครับน้องๆ ช่วยสร้างสังคม และภาพพจน์ ของนักเรียนศิลปะให้ดูดีขึ้นกันครับ"

 

 

 

ไม่ต้องพูดถึง การแนะแนวคราวนั้น จบลงด้วยเสียงเฮเเละเสียงปรบมือเช่นเคย

 

 

 

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ

ประเด็นของเอนทรีนี้ ก็อย่าที่ผมจั่วหัวไปนั่นแหล่ะครับ "ประโยชน์ที่ได้จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน" ทุกๆ คนคุ้นเคยคำๆ นี้มาตั้งแต่ชั้นประถม แต่วันนั้นหลังจากที่ผมจบการแนะแนว อาจารย์ท่านหนึ่งได้เชิญนักเรียนชั้น ม.6 สี่ถึงห้าคน เพื่อมาเป็นตัวแทนกล่าวคำขอบคุณพี่ๆ แนะแนว แน่นอนครับ ทุกๆ คนจะต้องมีคำว่า "ประโยชน์ที่ได้ในวันนี้จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน" หรือ""ประโยชน์ที่ได้จะเอาไปปรับปรุงเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน" หรือห่าเหวอะไรก็แล้วแต่

ผมไม่เข้าใจครับ น้องๆ อยู่ ม.6 กันแล้วนะครับ ประโยชน์ที่ได้จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน เนี่ย ขอเถอะครับ เอาไว้ให้เด็กประถมตอบ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน อะำไรล่ะครับ ชีวิตประจำวันของน้อง กิน ขี้ เป่าปี่ ไปซื้อสตรอเบอร์รี่ แล้วก็นอนเหรอครับ

ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนเก่งอะไรนักหนา และด้วยการที่ผมชอบทำกิจกรรม เป็นคณะกรรมการนักเรียน จึงได้รับเกียรติให้ออกไปพูดหน้าชั้นเรียน หรือหน้าเสาธงบ่อยๆ ผมยอมรับครับ ว่าผมก็ใช้คำว่า "ประโยชน์ที่ได้จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน" จนถึง ม.3 แต่หลังจากที่เริ่มคิดได้ ประโยคๆ นี้ จะไม่มีวันหลุดออกจากปากผมอีกครับ ในฐานะเราก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการศึกษา เราควรจะคิดอะไรที่มันแตกต่างออกไปบ้าง เช่นว่า เราได้ประโยชน์ในเรื่องใดเกี่ยวกับการเรียน การอบรม การสัมนาในวันนี้บ้าง หมายความว่า เป็นประโยชน์ที่ได้ต่อตัวเองจริงๆ นะครับ เพราะในบรรทัดฐานของผมแล้ว ผมคิดว่า "การที่เราตอบได้ว่า สิ่งที่เราเรียนรู้ในวันนี้ ให้ประโยชน์อะไรกับเราบ้าง นั่นก็คือ เราได้ตั้งใจฟัง และศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างจริงจัง" ใครๆ ก็พูดได้ครับว่า "ประโยชน์ที่ได้จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน" แต่เราได้รับประโยชน์จากเรื่องนั้นๆ แค่ไหนเท่านั้นเอง ในเมื่อมีโอกาสจะโชว์ภูมิรู้แล้ว โชว์ออกไปบ้างบางครั้งมันก็ไม่เสียหายหรอกครับ

อย่างที่บอกไป ตัวผมเองก็ไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนเก่งอะไรนักหนา แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเรียนแย่ซะทีเดียว ผมก็เคยได้ไปประกวดวาดรูป ประกวดเรียงความ ประกวดมารยาท (มารยาททรามน่ะสิมึงน่ะ) ประกวดห่าเหวอะไร จนได้เงินรางวัลก็มีบ้าง แต่เชื่อไหมครับ ถ้าภามผมว่า "เงินรางวัลที่ได้จะเอาไปทำอะไรครับ"

 

 

"เงินรางวัลที่ได้ก็จะเอาไปฝากธราคาร, เอาไปให้พ่อแม่ แล้วก็จะเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาครับ"

 

 

ถ้าผมตอบแบบนั้นล่ะก็ ให้เอาตีนกระโดดถีบขาคู่มาที่หน้าทั่นนายกได้เลย ผมขอตอบว่า "เอาไว้ใช้จ่ายส่วนตัวครับ" (ไม่ให้เดือดร้อนพ่อแม่ไปซักสามสี่วันก็ยังดี) ในวงเล็บนั่นเป็นความคิดนะ ไม่ได้พูด ผมเชื่อครับว่า 90% เงินจำนวนนั้น สำหรับเด็กในเมืองกรุง ไม่ได้ใช้เป็นทุนการศึกษา แต่สำหรับเด็กบ้านนอก ที่ยากไร้ มันอาจจำเป็นสำหรับเขา ซึ่งนั่นก็มาจากบรรทัดฐานของผมอีกเช่นกัน ผมก็ไม่เคยใช้เงินจำนวนนั้น เป็นทุนการศึกษา ไม่ได้ฝากธนาคาร ไม่ได้ให้พ่อแม่ เพราะเงินแค่ไม่กี่พันบาท ให้พ่อแม่เหรอครับ เดี๋ยวก็ไปเบิกมาใช้อยู่ดี (อัฐยาย ซื้อขนมยาย) ฝากธนาคาร เดี๋ยวก็ไปเอาออกมา เด็กสมัยนี้เที่ยวเก่งจะตาย แถมตอนเปิดบัญชีเสียค่าบัตรอีกสองร้อย (ไม่คุ้มๆ) ยิ่งเรื่องทุนการศึกษาเหรอครับ ขอบอกว่ายาก เด็กสมัยนี้หัวสูงเรียนโรงเรียนที่ค่าเทอมแพง เงินแค่นั้นไม่พอค่ามือถือหรอกครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่างที่ผมบอกไป เงินจำนวนนั้น มันอาจจำเป็นสำหรับเด็กยากไร้ เด็กที่ขาดการศึกษา เด็กตามชนบท ที่ไม่มีโอกาสเหมือนเด็กในเมืองอย่างเราๆ ที่มีโรงเรียนดีๆ มีเสื้อผ้าสวยๆ มีรถคันใหญ่ๆ นั่ง มีอินเตอร์เนตให้ใช้ที่บ้าน มีบล็อกให้เขียน ฯลฯ

ประเด็นที่อยากจะบอกในวันนี้ก็คือ อยากให้น้องๆ ลองเปลี่ยนดูบ้างว่า จากที่เราตอบคำถามเดิม ด้วยคำตอบเดิมๆ มาตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงมหาวิทยาลัย ไม่เบื่อกันบ้างเหรอครับ ลองเปลี่ยนดูมั่งเหอะ

 

 

แล้วมันจะเท่กว่ากันเยอะแยะเลย

 

 

 

 

ปล.1 หายไปนานกลับมาก็บ่นเป็นหมีแดกผึ้งเลยเนอะ

ปล.2 ที่ทำการใหม่เหลือตกแต่งอีกนิดหน่อยครับ

ปล.3 มันเท่กว่ากันจริงๆ นะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โคตรเท่เลยว่ะครับ พี่น้อง

#1 By daylight on 2008-07-09 13:57

เด็กมันไม่ค่อยมีเวลาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอ่านเขียน เพราะเอาเวลาไปเล่นเน็ตซะเยอะได้คำพูดเดิมๆที่เขาจำไว้ ออกมาพูดขอบคุณได้ก็ดีแล้วหน่า...อิอิ
ปล รอดูที่ทำการใหม่คงสวยน่าดู

#2 By MayaKniGht on 2008-07-09 14:35

555+ เข้าใจเลยค่ะ เคยกลับไปที่รร.เก่า อาจารย์สอนเคมีที่สนิทกันแกบอกนานๆไปทียกคาบนี้ให้แนะแนวน้องๆเรื่องเรียนมหาลัย sad smile sad smile sad smile แบบสดๆ
ว่าแต่ไอ้แพทเทิ์นการตอบแบบเป็นคนดีนั่นมันก็น่าเบื่อจริงๆด้วยแหละ

#3 By (^_^)/nana on 2008-07-09 14:42

ผ่าง.......
.
.
เดี๋ยวสร้างอนุสาวรีย์ให้เนาะ :) เท่จริงค่ะ พี่แมง!!!
วิดวิ่ววววววว! big smile ไปต่อกับเพ่มั้ยน๊องงง
.
.
แต่...แอบคิดว่า บางทีก็ต้องเลือกที่จะรับเหมือนกันนะ คือไม่เคยเป็นตัวเองเลยตั้งแต่เด็กจนโต ครู พ่อแม่ ผู้ใหญ่ บอกให้ทำอะไร เชื่อหมด แต่ไม่รู้ทำทำไม เหมือนเติมคำในช่องว่าง
.
.
พอเริ่มแก่ชักเลือกแล้วน่ะ ไม่ใช่เพราะข้าเก่ง รู้เยอะนะ ก็สมองธรรมดาเนี่ยแหละ แต่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรมากกว่า และเลือกรับ เลือกทำ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่จะตอบความต้องการนั้น ..... ร้อยส่วนที่คนอื่นป้อน อาจจะนำไปใช้ได้แค่ 2 ส่วนก็ได้
.
.
ถ้าไม่เลือกที่จะรับ.... ก็คงตอบได้แค่
"จะเอาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน" น่ะแหล่ะน่อ
.
.
เอวัง
.....ยาวโคตรรรรร.....sad smile

#4 By ArchmaniaC on 2008-07-09 17:29


ศิลปะอยู่ในใจของศิลปินครับ
แสดงออกที่ผลงาน
มิใช่รูปลักษณ์ภายนอก

big smile

#5 By O ช้างต้น on 2008-07-09 23:06

สถานการณ์สรางวีรบุรุษจริงๆbig smile
เอาน่า ถ้าตอบแบบตรงๆมันจะผิดมารยาท...

#7 By on 2008-07-10 19:04

เริ่ดดดดดดดดดดด !!

นายเท่มากอ่ะsurprised smile

#8 By ขนมต้ม~** on 2008-07-11 12:14

ตอบตรงได้ ตอบต่างได้ ตอบแหวกแนวได้ ตอบยังไงก็ได้ ตราบใดที่ไม่โดนบาทาลูกพักต์ครับconfused smile

ประโยชน์ในชีวิตประจำวันแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันจริงๆน่ะแหละครับ

อยากให้ตอบสิ่งดีๆ บ้าหน่อยๆ แต่ไม่วอนปากแตก แต่ไม่ใช่ตอบแบบตำราคนดี แบบคุณหมีโหดบอก เป็นแพทเทิ่นเดิมๆเรื่อยๆเลยจริงๆsad smile
พลิกคำถามสักนิด ชีวิตเปลี่ยนสินะ
อ่านเอนทรี่นี้ พี่ดูเท่กว่าเดิมตรึมเลย





























ล้อเล่นคับopen-mounthed smile

#11 By seaugpor on 2008-07-22 16:41

Favourites