Selamat datang ke Malaysia
posted on 04 May 2008 16:35 by khunkrabi in Backpacker200420081445 ออกเดินทาง
ผมออกเดินทางจากสถานีรถไฟหัวลำโพงเวลา 14.45 น. เป็นรถนอนปรับอากาศครับ ได้เตียงบนทั้งคู่ด้วย แต่ครอบครัวที่อย่เตียงด้านล่างใจดีครับ ยอมให้ผมกับเจนนี่นั่งด้วยกันก่อนได้ พอถึงเวลานอนแล้วค่อยเปลี่ยนคืน ครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ยาย และลูกสาวสองคน จากการทักทายกันตามมารยาทคนไทยทำให้รู้ว่าครอบรัวนี้เป็นชาวใต้ครับ เห็นจะมีแต่พ่อกับแม่นี่พูดภาษากลางได้
นั่งไปแรกๆ ก็ไม่มีอะไรน่าหนักใจเท่าไรเห็นเด็กๆ นั่งกันเงียบเชียบ เรียบร้อย ประดุจว่ามาจากชาติตระกูลชั้นสูง แต่ขอโทษเถอะครับ พอเลยบางกรวยมาพักเดียว อีเด็กเวรชาติตระกูลดีนี่ผีเจาะปากมันมาพูดรึไง อีตัวแม่กับยายก็ไม่ได้ห้ามปรามกันเล๊ย (อดทนไว้ไอ้แมงเดี๋ยวมันเอาที่นั่งคืน)
ซักพักนึงก็มีพนักงานเดินมาให้สั่งอาหารเย็นล่วงหน้า แต่ผมยังไม่หิวเลยบอกไปว่ายังไม่เอาเดี๋ยวรอสั่งตอนเย็นทีเดียว แต่สงสัยน้องพนักงานนี่คงเคยเป็นเซลล์มาก่อน คะยั้นคะยอให้ผมสั่งให้ได้ ไซโคผมยังไม่พอ ไปไซโคเจนนี่อีกต่างหาก
น้อง : Hello food. Six O'clock Seven O'clock กะบุ๊คได่
เจนนี่ : ..............................
อีห่าน นอกจากมึงจะเคยเป็นเซลล์มาก่อนแล้วมึงยังเคยเป็นพนักงานขายตั๋วด้วยเหรอเนี่ย สั่งอาหารน่ะ เค้าใช้คำว่า Order ไม่ใช่ Book โว๊ย แล้วแฟนกก็ไม่ได้ชื่อ Food แฟนกูชื่อเจน คราวหน้าก็ทักทายให้ถูกด้วย ฮัลโหล เจน ไม่ใช่ ฮัลโหล ฟู๊ด แต่ในที่สุดอีน้องนี่ก็ชนะ ผมต้องยอม Book เอ๊ย Order
ช่วงราชบุรี - เพชรบุรี จะมีพ่อค้าแม่ค้าขึ้นมาขายของเยอะมากครับ "หวัดดีค่าาา ไก่ย่างม้ายค้าาาา ร้อนๆเลยค่าาาา" หรือ "หม้อแกงมั๊ยค้าาา ร้อนๆเลยค่าา ซื้อเป็นของฝากได้นะค้าาาา เอามั๊ยพี่ เนี่ยร้อนๆเลย เป็นของฝาก อร่อยนะ หวานมัน" เอ่อคุณแม่ค้าครับ แล้วมันเกี่ยวเหี้ยอะไรกับร้อนไม่ร้อนครับ ถ้าซื้อไปเป็นของฝากเนี่ย กว่าจะถึงมันก็เน็นหมดเเล้ว หรือพี่จะบอกว่ามันใหม่ มันเพิ่งออกจากเตา แต่ขอโทษครับ พี่อุ่นไปกี่รอบแล้วครับ
อาหารเย็นวันนี้ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ผัดผักรวมมิตร(เจ) ต้มจืดวุ้นเส้น(เจ) และต้มยำกุ้ง ที่มันโม้กันทั้งการรถไฟว่าเป็นเมนูที่อร่อยชิบหาย ครับ... อร่อยชิบหาย รสชาดแม่งอย่างกับน้ำล้างส้นตีน (ไม่เคยกินนะ ไอ้น้ำล้างส้นตีนเนี่ย แต่เดาว่ามันคงคลายๆกัน) เป็นอาหารเย็นที่กินยากที่สุดในชีวิต เพราะไหนจะรส ไหนจะรถสั่น ไหนจะเป็นเรื่องอีเด็กเปรตสองตัวนั่นอีก แดกลำบากครับ
พอกินข้าวเย็นกันเสร็จ อีเด็กนรกนั่นก็ร่ำร้องจะนอนทันที (พ่อมึงตาย เพิ่งจะหกโมงเย็น) ก็ได้ๆ นอนก็นอน เห็นว่ามึงใจดีให้ที่กูมานะเนี่ย ไม่งั้นไม่ยอมหรอก สาดดดด
ปรับเตียงนอนตั้งแต่ยังไม่ทันทุ่มนึง คิดในใจว่าถ้าแม่งเสียงดังหลังสี่ทุ่มนะมึง กูจะลงไปตบยกครอบครัวเลย โทษฐานกวนตีน แสดดดด
นอนอ่าน Lonely Planet อยู่พักนึงก็ไม่ไหวครับ จะอ้วก (ผมอ่านหนังสือบนรถทุกชนิดไม่ได้นาครับ แต่ถ้าเป็นเครื่องบินกับเรือล่ะโอเค แปลกมั๊ยครับ เรือน่าจะเมามากกว่ารถ แต่ผมเสือกเมารถมากกว่าเรือ สงสัยชาติก่อนเป็นเงือก) แล้วอีกอย่างผมก็ไม่ค่อยชอบวางแผนการเดินทางเท่าไรนักจะวางแผนไว้คร่าวๆคือ วันนี้อยู่ที่ไหน พรุ่งนี้ไปไหน มะรืนไปไหน แค่นี้พอครับ ส่วนเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ผมจะใช้วิธีถามคนพื้นที่เอาครับ ว่ามีที่ไหนน่าไปบ้าง คนที่ไหนข้อมูลได้ดีที่สุดก็คือ เจ้าของ หรือพนักงาน เกสต์เฮาส์ที่เราไปพักนั่นแหล่ะ แหล่งข้อมูลมหาศาลยิ่งกว่า Lonely Planet อีก
210420080500 ปาดังเบซาร์พาเพลิน
เมื่อคืนนี้นอนไม่ค่อยจะหลับเท่าไรครับ เนื่องมาจากว่าผมไ่เคยนอนก่อนสองทุ่มมานานมากเเล้ว เมื่อคืนนี้ปรับเตียงก่อนทุ่มนึง นอนอ่านหนังสือก็เบื่อ เลยตัดใจนอนแม่มเลย ตื่นมาครั้งแรก ผมคิดว่าเช้าแล้ว แต่ เย็กเป็ก เพิ่งจะเที่ยงคืน หลังจากนั้นก็ตื่นมาดูนาฬิกาทุกชั่วโมง มันนอนไม่หลับจริงๆ จนถึงตีห้า ตัดใจไม่นอนต่อบู๊แม่งเลยดีกว่า เลยลงไปล้างหน้าแปรงฟัน เดินกลับมาเห็นเจนนี่ตื่นพอดี (ตื่นเช้าเหมือนกันนะเรา ปกติต้องปลุกทุกวันเลย)
ไม่นานนักผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็ทยอยกันตื่น รวมทั้งอีกเด็กนรกด้วย แต่เช้านี้มาแปลก จากตอนแรกที่คิดว่าตื่นมาแม่งต้องแหกปากก่อนแน่ๆ กลับเงียบ ไม่ร้อง ไม่คุย เรียบร้อยมาก (สงสัยเมื่อคืนนี้โดนผีพจมาน กับผีดาวพระศุกร์เข้าสิง แม่งเรียบร้อยชิบหาย) แต่ความสุขมักอยู่กับเราได้ไม่นานนัก หลังอาหารเช้า พอท้องอิ่ม แม่งก็เริ่มแหกปากกันอีก วันนี้เสือกร้องเพลงด้วย ภาษาใต้อีกต่างหาก ฟังไม่ออกว่ะ แม่งเอ๊ย (ผมไม่รู้ว่าเวลาเราจองตั๋วรถไฟ เราสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้หรือเปล่าว่า บริเวณที่เรานั่งนั้น ไม่ประชาชนที่ชอบสร้างความรำคาญทางจิต หรือเด็กอยู่ด้วยหรือเปล่า ถามได้ ไม่ได้ ไม่รู้ แต่คราวหน้าผมถามก่อนแน่นอนครับ กูเป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์โว๊ย ไม่ใช่นางสาวไทยจะได้รักเด็ก)
เมื่อไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับอีเด็กเวรนี่ดี ผมก็เลยนั่งด่าอีเด็กนรกกับเจนเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ได้ด่าแบบกระซิบกระซาบด้วยนะครับ เสยงดังแบบที่มันดังกันนั่นแหล่ะ
ผู้โดยสารส่วนใหญ่ของรถไฟเที่ยวนี้เป็นชาวต่างชาติครับ และแน่นอนว่าแม่งย่อมฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ต่างคนก็ต่างถือเบียร์ ถือไพ่ มาร่วมวงนินทาอีเด็กนรกแลครอบครัวไปด้วยกัน (สะใจจริงโว๊ย) อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า "ถ้าครอบครัวผู้มีอุปการคุณแก่ผมและเจน (ที่ยอมให้เรานั่งด้วยกัน) ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องขึ้นมาจะทำยังไง" ผมขอบอกตรงตรังครับว่า "เข็มมั่นใจว่าสองคนนั้นฟังภาษาอังกฤษไม่ออกแน่นอนค่ะ" หรือถึงแมว่าจะรู้ ผมก็ช่างแม่งมันครับ เพราะยังไงเดี๋ยวก็ลงแล้ว คงไม่ได้เจอกันอีกในชีวิตนี้
คุยกันเพลินจนลืมไปเลยว่า มีครอบครัวหรรษานั่นนั่งอยู่ด้วย เลยไม่รู้ว่าอีเด็กเปรตนั่นลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่คาดว่าน่าจะเป็นหาดใหญ่
พอถึงด่านปาดังเบซาร์รถไฟก็จะจอดให้ทุกคนลงไปสแตมป์พาสพอร์ทกันครับ ตอนขาออกไม่เท่าไร เพราะคนไทยด้วยกัน คุยกันง่าย แต่พอเดินไปขาเข้าด่านมาเลย์ ทุกคนต้องโดนคนกระเป๋าครับ (ไม่รู้ว่าแม่งกลัวระเบิดมากรึไง ถึงต้องค้นละเอียดยิบ) พอผมเดินไปเจอคุณพนักงานล้วง เอ๊ย รื้อ กระเป๋า ตัวเล็กๆ อายุไม่น่าจะเกิน 23 ผมก็โยนกระเป๋าให้แล้วบอกให้รื้อได้เต็มที่เลย แต่ขออย่างเดียวเก็บให้เหมือนเดิิมด้วย (กระเป๋าผมโหลดน้ำหนักอยู่ราวๆ 70 ก.ก.ครับ) แม่งก็ทำเปิดๆ แล้วก็ให้ผ่าน คนหลังๆ เลยโชคดีตามไปด้วย พอออกมามีฝรั่งที่นั่งนินทาเด็กมาด้วยกัน มาบอกประมาณว่า "รู้งี๊ข้าต่อหลังเอ็งดีกว่า แม่งเอาบิกินีข้าออกมาโชว์ด้วยว่ะ"
210420081400 สถานีต่อไป บัตเตอร์เวิร์ธ Next station Butter Worth
จาก B.Worth ผมเดินไปอีกนิดนึงเพื่อจะต่อเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะปีนังครับ ค่าเรืออยู่ที่คนละ RM.2 หรือคนละประมาณ 20 บาท จุดมุ่งหมายของเราคือ George Town ครับ (สำหรับคนที่ดูละครไทยน้ำเน่ามาก อาจสงสัยว่าทำไมต้องไป Penang ทำไมไม่อยู่ที่ B.Worth ขอบอกครับขอบอก B.Worth เป็นเมืองที่ไม่มีเหี้ยอะไรเลย หมายความว่า ไอ้ที่ๆ น่าสนใจแต่ละที่มันอยู่ไกลกันครับ และมันก็เป็นเมืองท่าเรือด้วย ไอ้ที่เห็นในละครเวลานางเอกอกหัก หรือท้องแล้วพระเอกไม่ยอมรับ เพราะโดนตัวอิจฉาใส่ร้ายว่าท้องกับชู้ จึงต้องขึ้นรถไฟไม B.Worth นั่นน่ะ ไม่ไม่ได้ถ่ายให้เห็นเมืองทั้งเมืองของ B.Worth หรอกครับ แค่เห็นว่าลงที่สถานีรถไฟ แล้วรถไฟที่ผมมา มันก็เป็นรถไฟตู้นอนธรรมดาๆครับ ไม่ได้เป็นไอ้ตู้นอน V.I.P.(Very Idiot Person)เขียวๆ แบบ Harry Potter หรอกครับ จากการสอบถามแล้วผมก็ยังไม่รู้ว่าไอ้ตู้เขียวเวรีวีไอพีเนี่ยมันวิ่งวันไหน บางคนก็บอกว่าวิ่งเฉพาะวันหยุดนักขัตฤกษ์ บางนก็บอกว่าวิ่งทุงวันแหล่ะ แล้วแต่ดวงว่าจะเจอขบวนไหน)
นั่งเฟอร์รี่จาก B.Worth ประมาณ 15 นาทีก็ถึง George Town Penang ครับ จากที่นี่ผมเริ่มต้นเดินจากถนนจูเลีย Lebuh Chuliaมุ่งหน้าหา Guesthouse ครับ ตอนนี้เวลาประมาณบ่ายสอง แดดแม่งร้อนโคตรๆ ร้อนชิบหาย บวกกับแบบกระเป๋าอีก 70 โลเหงื่อแตกเป็นลูกนกตกน้ำ จากถนนจูเลีย เจนนี่พาผมเดินอ้อมไปอ้อมมาหลายบล็อกมากๆ (เจนนี้เป็นผู้หญิงทีทมั่นใจในการอ่านแผนที่และทิศมากครับ แต่สุดท้ายก็หลงทุกที จนผมต้องยึดโลนลี่พลานเนทเอาไว้อ่านแผนที่เอง)
ในที่สุดเราก็มาถึง Blue Diamond Hotel ครับ สนนราคาก็ไม่แพงมาก RM.35 ครับ (การเทียบเงิน RM Ringgit เป็นเงิน TBH Baht ให้เติมเลข "0" ต่อท้านเข้าไปครับ เป็นแค่การประมาณเท่านั้นนะครับ เพราะเรทจริงๆมันอยู่ที่ 100 TBH = RM.9.xx ขึ้นลงตามอารมณ์ของสถานที่แลกเงิน ถ้าใครไปมาเลย์เซียด้วยรถไฟ แล้วมีพนักงานมาถามว่าจะเเลกเงินริงกิตเลยมั๊ย ถ้าได้ราคา 100 =10 แล้วล่ะก็ ให้รีบแลกซะตรงนั้นเลย แลกให้พอ เพราะที่มาเลย์ฯ คุณจะไม่มีทางได้ราคานี้อย่างแน่นอน) จากนั้นผมก็จัดแจงอาบน้ำอาบท่าสระผม เพื่อคืนความสดชื่นจะได้มีแรงเดิน (หลง) ในปีนังต่อ
George Town เป็นเขตเมืองเก่าครับ สถาปัตยกรรมของที่นี่ก็จะเป็นอินเดีย กับจีน ซึ่งอันนี้ผมไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะขี้เกียจ เห็นบ่อยแล้ว หลังจากที่ผมเดินสำรวจรอบๆ เมืองแล้ว ผมกับเจนนี่ตกลงกันว่าจะไปกินอาหารอินเดียกันเป็นมื้อแรกครับ ที่ย่าน Little India ในที่สุดเราก็มาถึงร้านใบตอง Banana Leaf ที่นี่แม่งเสิร์ฟอาหารได้สุดตีนมากๆ คือตอนเเรกแม่งก็จะเอาใบตองมาให้ก่อนคนละใบ เสร็จแล้วก็ถือถังข้าว ประมาณปี๊บข้าวหมู เดินมาตักใส่ใบตองให้ ตามด้วยถึงเครื่องเคียง แล้วจะสั่งแกง สั่งกับห่าเหวอะไรก็ตามใจ ผมเลยสั่ง Mutton มา1ที่ครับ มัตต้อน เป็นแกงเนื้อแพะ (เอ..หรือว่าแกะวะ จำไม่ได้) ครับหน้าตาคล้ายๆ มัสมั่น บ้านเรา แต่มีแต่รสเค็มอย่างเดียว เวลากินถ้าเป็นนอินเดียแท้ๆ ก็จะมีวิธีการกินที่แตกต่างกันไป คือไม่ง้อช้อนกะส้อม ใช้มือลุ้นๆครับ ผมเห็นสาวอินเดียหน้าตาก็ดี แต่ใช้มือกินข้าว เห็นแล้วแทบหมดศรัทธา โอ้...นี่หรือเมืองพุทธ คือใช้มือกินมันไม่ได้ผิดอะไรหรอกครับ แต่อีนี่แมงใช้ทั้งห้านิ้วให้เป็นประโยชน์ คือมันเลอะเทอะน่ะครับ ใช้ทั้งสองมือด้วย ยิ่งผู้ชายกินยิ่งแล้วใหญ่ เศษข้าว เศษแกงนี่แม่งติดเต็มหนวดไปหมด
หลังจากอิ่มหนำสำราญ ผมเดินเล่นใน ลิตเติลอินเดีย ต่อซักพัก บรรยากาศแม่งก็คลายๆข้าวสารบ้านเรานี่แหล่ะครับ แต่มีแต่คนอินเดีย เคยเห็นไอ้บังแต่งตัวบูติคใส่รองเท้าแตะ ยืนแจกใบปลิว หรือบัตรลดราคาเล็กๆที่ถนนข้าวสารมั๊ยครับ ที่นี่แม่งมีเหมือนกันเลย เหมือนกับว่าอาชีพนี้มันมีไว้เพื่อไอ้พวกนี้โดยเฉพาะ
จากลิตเติลอินเดีย มามานั่งกินเบียร์ที่เกสต์เฮาส์อะไรก็จำชื่อไม่ได้ สั่งเบียร์ Tiger ไปสองขวดเล็ก ขวดละ RM.7 (เคยกินที่ไทย รสชาดหมาไม่แดก แต่ทำไมพอกินที่มาเลย์ฯแล้วรสชาดแม่งดีขึ้นยอะเลย) นั่งไปนั่งมาผมเสือกอยากเล่น Pool เลยชวนเจนนี่ไปต่อร้านอื่น
ร้านนี้ไม่มีไทเกอร์ ขายแต่ Heineken กับ Guinness ครับ ไฮเนเก้นขวดละ Rm.14 กินเนสขวดละ RM.16 แต่เรื่องอะไรจะกินไฮเนเก้นล่ะ
เล่นพูลกับเจนนี่ไปซักพักมีฝรั่งมาท้าชิงโต๊ะ สงสัยมันคงเห็นผมแทงไม่ค่อยลง พอจบเกมส์กับเจนนี่ ก็เล่นเกมส์ใหม่ ไอ้หรั่งนี่มันชื่อ Simon ครับ เพิ่งมาจากพัทยา ผมเดิมพันกับมัน เกมส์ละ RM.10 สามเกมส์แรก แพ้รวด พอผมทำท่าว่าจะเลิกเล่น ไอ้ไซม่อนคงอยากได้ตังผมอีกมั๊งครับ มันบอกให้ผมแก้มือ ผมก็เลยแก้มือกับมันไปอีก 7 เกมส์ ได้มา RM.70 หักทุนไป RM.30 โอเคยังได้กำไร ไม่เลวๆ อ่อยเหยื่อในต่างแดนได้ผล
ผมมารู้ทีหลังว่าไอ้ไซม่อนมันมากับคนไทยเชื่อสายอินเดียชื่อสุพจน์ อายุอานามของลุงสุพจน์นี่ก็ประมาณรุ่นพ่อผม ลุงแกไปเจอไอ้ไซม่อนที่พัทยา คุยกันถูกคอก็เลยชวนกันมา แต่ไอ้เหี้ยนี่เค้าขอพาเพื่อนมาด้วย ก็..ก็...ก็...กระหรี่พัทยานั่นแหล่ะครับ ผมเดินไปถามชื่อ อีนี่บอกว่าชื่อ แนทครับ มาจากคำว่า นาตาลี (โถ...อีห่าน พ่อมึงตายรึไง หน้าอย่างมึงเนี่ย อีซ๊านนน อีสาน เสือกชื่อนาตาลี ควย) นั่งคุยกันจนถึงตีสองเลยแยกย้ายกันกลับ (จริงๆ แล้วมันตีสามครับ เวลามาเลย์ฯจะเร็วกว่าเราชั่วโมงนึง ขนาดผมเทียบ World Times BKK Jakatar แล้วมันบอกว่าตรงกัน แต่เสือกไม่ตรงซะนี่ อินิจจัง สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง ............... )
220420080600 Penang Hill to K.Lumpur
วันนี้ผมตื่นแต่เช้าครับ จะไปปีนังฮิลล์ครับ ปีนังฮิลล์ ห่างจากจอร์จทาวน์ประมาณ 5 กิโลเมตร ต้องนั่งรถเมล์ไปครับ งานนี้เดินไม่ไหว ตั้งห้ากิโล แถมขึ้นเขาด้วย อาแปะที่บลูไดม่อนบอกว่า "อาตี๋ ถ้าลื้อมาปีนางนา ลื้อต้องปายปีนางฮีวว ลื้อขึ้งปายข้างบงนา วิวสวยมากๆน่อ ลื้อจาเห็งทั่วปีนางเลยน่อ อาตี๋น่อ"
นั่งรถเมล์คนละสองริงกิตมาถึงปีนังฮีลล์ เสียค่าเข้าคนละ 1.50 ริงกิต เพื่อขึ้นเคเบิ้ลคาร์ไปถึงยอดเขา และพักเปลี่ยนรถอีกหนึ่งจุด รวมระยะทางก็ประมาณ เกือบๆ สองกิโล ทางสำหรับเดินขึ้นด้วยครับ ถ้าใครไม่อยากเสียเงินค่าตั๋วก็ไม่ว่ากัน ปีนังฮีลล์สูง 692 เมตรจากระดับน้ำทะเลครับ ข้างบนยอดเขา วิวสสวยจริงๆ ครับ สวยจริงๆเลยไอ้แปะ ไอ้ชิบหาย เมฆเยอะซะขนาดนี้กูจะเห็นเหี้ยอะไรมั่งเนี่ย เยอะขนาดหัวเปียกเนี่ย มึงจะให้กูเห็นอะไร สาดดดด จากจุดชมวิว มีเส้นทางชมธรรมชาติ และสะพานเชือกซึ่งต้องเดินต่อไปอีก 1.6 กิโลเมตร (เอาไว้ให้พ่อมึงเดินนะครับ 1.6 กม. ใช้เวลาเดินแบบไม่รีบก็ประมาณ 20 นาที ไปกลับ 40 นาที เเวะถ่ายรูปชมธรรมชาติอีก 20 นาที รวมเป็น ชั่วโมงพอดี ไม่ไหวๆ)
ลงมาจากปีนังฮีลล์ นั่งรอรถอยู่ประมาณ 10 นาที ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีรถผ่านมา เลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่ เค้าบอกว่า รถที่จะขึ้นมาถึงปีนังฮิลล์มีแค่ชั่วโมงละคันเท่านั้น ถ้ารีบต้องเดินลงเขาไปอีกสองกิโล จะมีรถเมลล์ผ่านเยอะกว่า (ไอ้แปะ เลวแล้วมั๊ยล่ะมึงน่ะ บอกกูว่าการเดินทางสะดวก กูต้องเดินลงเขาอีกสองโลเนี่ยนะ แถมแบบเป้อีกต่างหาก ไอ้แปะควยหมาเอ๊ย)
มาถึงท่าเฟอร์รี่เพื่อจะจองตั๋วรถไฟไป K.L. (Kuala Lumpur) ได้รถไฟเที่ยวสามทุ่ม เป็นรถนอนปรับอากาศเหมือนเดิม ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง ถ้าไม่ดีเลยเหมือนรถไฟไทย กำลังจะควักตังจ่าย ชิบหายแล้ว ตังมาเลย์ฯหมด เลยต้องเดินกลับไปแลก กลับมาอีกที แม่ง........ปิด
ซวยชิบหายต้องนั่งเฟอร์รี่กลับไป B.Worth เพื่อจองตั๋ว แต่ความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง ผมกับเจนนี่เดินหลงทางจากท่าเรือจะไปสถานีรถไฟ เดินไปเดินมา เสือกไปโผล่ท่ารถซะงั้น ค่ารถราคา 35 ริงกิต เดินทาง 4 ชั่วโมง ซึ่งถูกและเร็วกว่ารถไฟมากมายนัก
มาถึงเคแอลประมาณ เที่ยงคืนครับ ฝนตกด้วย เดินหาเกสต์เฮาส์เป็นลูกหมาเปียกน้ำกันอยู่สองคนกับเจนนี่ (ลืมบอกไปครับ ไอ้แปะที่บลูไดม่อนบอกว่า "ฝนไม่ตกมาหลายอาทิตย์แล้ว แต่พอพวกลื้อมาก็ตกนี่แหล่ะ" พูดเสร็จก็หันหลังกลับไปทำงานต่อ พลางบ่นประมาณว่า ซวยชิกหายเลยน่อ) ร้านรวงที่เคเเอลเริ่มทยอยปิดกันหมดเเล้วครับ ผมกับเจนนี่เจอเกสต์เฮาส์ที่แรกราคา RM.50 ผมอยากจะวางให้แม่งหกสิบเลย อยากเอนหลังมากๆ อีกอย่างที่นี่มีอินเตอร์เนตให้ใช้ฟรีๆ ด้วย ฝรั่งก็อยู่กันเยอะ แต่เจนนี่ไม่ชอบครับ เนื่องจากไม่มีห้องน้ำส่วนตัว เจ้าของเกสต์เฮาส์บอกว่าถ้าอยากได้ห้องน้ำส่วนตัวให้ไปดูที่นันยางโฮเต็ลตอนแรกผมคิดว่าฟังผิด โรงแรมเหี้ยอะไรวะชื่อยังกะรองเท้า แต่พอไปเห็นแล้วมันเขียนว่า Nan Yang จริงๆครับราคาก็อยู่ท่ RM.90 เจ้าของใจดีลดให้เหลือหกสิบเลยอยู่สองคืนเลย
วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ ผมขอนอนเอาแรงไว้ไปลุย The Twin Towers ต่อพรุ่งนี้
ถ่ายจากในรถไฟครับ ช่วงเพชรบุรี
อาหารเย็น ดูสีต้มยำกุ้งที่มันโม้ว่าอร่อยสิ
ตามด้วยน้ำส้ม จากสเปน (จริงเหรอวะ) ไม่รู้สิมันมีรูปกระทิงดุด้วย
นี่ก็น้ำส้มจากไทย (ไทยพ่อมึงสิมีช้างแอฟฟริกันด้วย อย่าหลอกๆ)
ชิบหายแล้ว ภาษาไทยวิบัติ ที่มาเลยเซีย
นี่มันใส่ใบตองมาให้แบบนี้
แล้วมันก็ตักแกงราดให้แบบนี้ แม่งโคตรเหมือนปี๊บข้าวหมู
อันนี้แกงแพะครับ (หรือว่าแกะวะ)
ปีนังเฟอร์รารี่ครับ เดี๋ยวเอนทรีต่อไปคอยดู ลัมโบกินี่มะละกา
ที่จอดเฟอร์รารี่
วัดจีน (เออ แสรดดด ใครเห็นก็รู้)
อันนี้ สถานีดับเพลิง แม่งเรโทรดีว่ะ
ห้างปาร์กซัน ต้องเดินไปที่ตึกนั่น เพื่อขึ้นรถไปปีนังฮิลล์
ทางขึ้นปีนังฮีลล์ครับ เคเบิลคาร์ที่นี่ใช้ระบบชักรอกครับ คือถ้าคันด้านบนลงมา มันก็จะดึงคันด้านล่างขึ้นไปครับ แล้วไปสวนกันกลางทาง
เนี่ยครับ ไอ้ตรงกลางที่มันสวนกันจะแยกออกเป็นสองราง
เนี่ยๆ มันสวนแบบนี้
สูงชิบหาย
เปลี่ยนรถแล้ว ก็ขึ้นต่อ มีลอดอุโมงค์ด้วย เห็นตรงด้านหน้าอุโมงมั๊ยครับ ตรงนั้นเป็นจุดพักสำหรับคนที่เดินขึ้นมา มันเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Lower Tunnel พอลอดอุโมงออกไปอีกฝั่งก็มีจุดพักเหมือนกัน ชื่อว่า Upper Tunnel (ขอบคุณมากนะที่บอกกู ไม่ได้ช่วยเหี้ยอะไรเล๊ย)
อืมอัันนี้ค่อยชัดหน่อย
ขึ้นมาแล้ว ที่ถ่ายได้เพราะเมฆมันไปพอดี แต่ก็ขมุกขมัวแบบนี้แหล่ะ
ขอบคุณมากนะไอ้แปะ วิวสวยมาก
เดินไปอีก 1600 เมตร นะจ๊ะ
ไม่ไหวว่ะ เหนื่อยตายห่า
ห้ามเอาลิง เอ๊ย ห้ามให้อาหารลิง
ปล. กำลังอึ๊บรูปทั้งหมดลงสเปซอยู่ครับ ไว้เสร็จแล้ว จะเอาลิ้งค์มาแปะไว้ให้ เผื่อใครอยากดูครับ
)
#1 By [Blog]-`Nutty,,* on 2008-05-04 21:35