เมื่อวานนั่งเขียนแผนที่ี พอดีเพื่อนผมเค้าเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ แล้วแบบเรียนของโรงเรียนนี้ประมาณว่าถ่ายเอกสารมาแล้วก็เอามาเย็บเป็นเล่มๆ แล้วก็เอามาขายนักเรียนอีกที จากเด็กไทยที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะออกอยู่แล้ว ก็ยิ่งอ่านไม่ออกเข้าไปอีก เพราะมันไม่ชัด ยิ่งรูปภาพไม่ต้องพูดถึง ดำปิ๊ดปี๋ (น่าเห็นใจ...แบบเรียนก็ห่วย แถมยังต้องกัดฟันซื้อมาอีก) เจน (แฟนผม) ก็เลยมาปรึกษาว่าอยากจะทำแบบเรียนใหม่ เอาเนื้อหาแบบง่ายๆ ที่เกี่ยวกับในจังหวัดเพื่อที่เด็กๆ (เด็กนี่หมายถึงระดับ มัธยมปลาย ปวช. ปวส. แล้วนะครับ) จะได้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น

พอรับคำสั่งเสร็จด้วยความห้าว บวกกับบ้าพลัง  และอยากเห็นอนาคตของเด็กไทยมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดีกว่านี้ ก็เริ่มลงมือทำ ทำไปซักประมาณชั่วโมงกว่าๆ ไฟดับครับ ไม่ได้เซฟด้วย (รู้งี๊ตัดใจซื้อ UPS ดีกว่า) ไม่เป็นไร เอาใหม่เพื่ออนาคตของชาติ รอบสอง ทำไปเซฟไป (ช้ามากครับ) ซักพักคิดว่าไฟคงไม่ดับอีก เลยไม่ได้เซฟ ปรากฎว่า ทำไปประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ ไปดับอีกละ เซ็งครับ รู้สึกหมดแรง ข้าวปลาไม่อยากกิน เอาไว้วันหลังละกัน หมดอารมณ์ทำ

ที่บ่นมาทั้งหมดเนี่ยไม่ได้อยากจะพูดเรื่องทำแผนที่ หรือ ลายแทงขุมทรัพย์ แต่อยากจะพูดเรื่องระบบการศึกษาของไทยครับ โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ (ไอ้ควายยยย .... คนอ่านเค้ารู้ตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วโว๊ยยยย...) จากที่ผมลองถามน้องๆ นักเรียนนักศึกษาระดับ ม.4 - ป.ตรี ประมาณ ร้อยกว่าคนพบว่า

95 คน พูดและฟังภาษาอังกฤษไม่ไ้ด้

3 คน พูดได้นิดหน่อย แต่มีปัญหาในการฟัง

2 คน พูด ฟัง และสามารถสนทนาได้

ดูจากค่าเฉลี่ยไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราวโพล (ของผมเอง) พวกนี้แล้วน่าตกใจนะครับ

บุคลากรก็สำคัญ คุณครูบางท่านที่สอนภาษาอังกฤษไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ครับ ที่ผมบอกอย่างนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่าผมไปทำหัวเกรียนแล้วไปลงทะเบียนเรียนใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะว่า เจนเค้าสอนคู่กับครูคนไทยครับ เค้าจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ แล้วให้ครูไทยแปลให้ในบางคำที่อาจจะยากเกินไปสำหรับเด็ก สรุปแล้วคุณครูท่านนั้นก็แปลไม่ได้ครับ

โอ้วว จอร์จ สอนจนเมื่อยมือ ...

บางครั้งผมคิดว่ามันก็ดีถ้าเราถูกสอนภาษาโดยเจ้าของภาษา แต่ถ้าถูกสอนโดยที่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรก็ไม่มีความหมายครับ โรงเรียนเอกชนต่างๆ พยายามที่จะหาครูชาวต่างประเทศมาสอน เพื่อที่จะดึงดูดให้ผู้ปกครอง (ลูกค้า) คิดว่า ถ้ากูเอาลูกมาเรียนโรงเรียนนี้ ลูกกูต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งแน่ๆ บางทีมันโตขึ้นหัวมันอาจเปลี่ยนเป็นสีทองก็ได้

ระบบการศึกษาไทยก็ยังคงเป็นระบบการศึกษาไทย สอนให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง สมัยผมเรียนผมก็ใช้ระบบท่องจำแบบนี้เหมือนกันครับ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นระบบการศึกษาของไทยได้เปลี่ยนเป็นระบบไชลด์เซ็นเตอร์แล้วก็ตาม ถึงช่วงปลายชั่วโมงภาษาอังกฤษทีไร อาจารย์จะเขียนคำศัพท์บนกระดานมาซัก 10 คำ แล้วก็ให้เวลาท่องจำ 10 นาที เสร็จแล้วก็ลบทิ้ง แล้วก็ให้นักเรียนเขียนใส่กระดาษเปล่าที่อาจารย์แจกมา (กระดาษนี้ขลังมากครับ ไม่ว่าจะใช้วิธีซ่อนโพยยังไง ถ้าเขียนคำศัพท์ลงในกระดาษโดยการลอกจากโพย อาจารย์จะรู้ทุกทีไป) พอเขียนเสร็จ หมดเวลาเรียน ออกไปเตะบอล หรือโดดยางกับเพื่อน ก็จำไม่ได้แล้ว (อ้าว... แม่งเสียเวลาท่องจำตั้งสิบนาที จำได้แค่สิบนาทีต่อมาควายจริงๆ เลยกู)

จำได้ไหมครับว่าคำแรกที่คุณพูดได้คือคำว่าอะไร แล้วจำได้ไหมครับใครเป็นคนสอนให้คุณพูด (ผมก็จำไม่ได้เหมือนกันครับ) แต่เท่าที่รู้น่าจะเป็นพ่อแม่ครับ พ่อกับแม่ผมบอกว่า ตอนสอนภาษาไทยให้ผมเนี่ยลำบากมากเพราะต้องสอนทั้งไวยกรณ์ การอ่าน การเขียน (บ้า ... ใครจะสอนแบบนั้น) คือผมอยากจะบอกว่า การเรียนภาษาแบบการท่องจำนั้นไม่ได้ทำให้ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษดีขึ้น หากจะเรียนให้รู้จริงควรเรียนโดยการปฏิบัติ และครู อาจารย์ทั้งหลายควารให้คำปรึกษา แนะนำ ขัดเกลา และขอร้องครับ อย่าตัดกำลังใจเด็กนักเรียนด้วยคำว่า "ใช่เหรอ" "แน่ใจเหรอ " ไอ้สองคำนี้มันเป็นการบั่นทอนความมั่นใจของเด็กนักเรียนเป็นอย่างมาก จากที่ถูกก็กลายเป็นผิดไป อาจารย์บางท่านอาจจะคิดว่า เพื่อทดสอบความมั่นใจของนักเรียน (มึงจะทดสอบกูอะไรนักหนาทุกชั่วโมง กูกลัวผิดขี้จะแตกอยู่แล้วเนี่ย) แต่เชื่อเถอะครับว่าการทดสอบความมั่นใจไม่มีผลอะไรหรอกครับ ให้เด็กลองในสิ่งที่ถูกด้วยตัวเค้าเองก่อนดีไหม เราเรียนภาษาอังกฤษนะครับ ไม่ได้เรียนลูกเสือ หรือ ร.ด.ที่จะต้องมีสถานีทดสอบกำลังใจ เมื่อนักเรียนได้ทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเค้าเองตั้งแต่แรกเค้าก็จะเกิดความภูมิใจ และความภูมิใจของคนเนี่ย ไม่มีใครลืมมันลงหรอกครับ

ผมอ่านนิตยสาร ะเดย์ ครับ (โฆษณาให้ด้วย ทางนิตยสารสนใจจ่ายค่าโฆษณา ติดต่อเจ้าของบล็อก) คอลัมน์ที่ผมชอบมากคือ "a an the [Article] (เอ-แอน-เดอะ) ภาษาอังกฤษเอาไว้ใช้ ไม่ได้เอาไว้สอบ" ของคุณบิ๊กบุญ ชอบมากครับ เป็นการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวันผ่านเรื่องเล่าที่สบายๆ แต่กวนตีนอย่างนึงตามประสานิตยสารเด็กแนว คอลัมน์ "เปิดฟ้าภาษาโลก" ของคุณนิติภูมิ เนาวรัตน์ ก็ดีครับ หาอ่านได้ตามหนังสือพิมพ์ (ไม่บอกว่าหนังสือพิมพ์อะไร เพราะไม่ค่อยถูกกับหนังสือพิมพ์ เพราะอะไรเอ็นทรีต่อๆ ไปจะบอก) หรือจะเป็นรายการอะไรก็จำไม่ค่อยได้ของ คุณแอนดรูว์ บิกส์ ที่จะนำเสนอเหมือนเป็นรายการเพลงแล้วก็ตัดเอาประโยคในเพลงมาเป็น Topic ที่จะเล่า มีอีกหลายคนครับ ของ คุณนีน่า ผู้ประกาศข่าวคนสวย ไม่รู้ว่ายังมีอยู่หรือเปล่า พอดีผมเป็นมนุษย์ไม่ค่อยดูทีวี ส่วนใหญ่ถ้าดูก็เป็นรายการข่าว กับโฆษณาซะมากกว่า หรือถ้าเป็นรายการเคเบิ้ลทีวี ก็รู้สึกจะเป็นของช่อง Next step รายการดีครับ เค้าส่งเสริมภาษาอังกฤษ อิจฉาคนที่อยู่บางกอกครับ ที่ได้ดูภาพยนตร์ระบบซาวด์แทร็ก เพราะมันจะมีซับไตเติลให้ดูด้วยข้างล่าง การดูหนังซาวด์แทร็กนี่ก็ดีนะครับ (อย่ามัวแต่อ่านจนลืมดูภาพล่ะ) มันเป็นการสอนภาษาอย่างหนึ่ง ผมมันเป็นคนต่างจังหวัด ไอ้โรงหนังแบบที่มีซาวด์แทร็ก หรือแบบที่ปรับนอนจนเกือบจะเอากันได้ไม่มีหรอกครับ อย่างดีก็ธนาซีนีเพล็กซ์

ตามที่จั่วหัวเรื่องไว้ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญ อย่าไปคิดว่าไม่ใช่ภาษาพ่อ หรือภาษาแม่กู กูไม่พูด หรือ ไอ้หรั่งที่มันมาบ้านกูมันก็ต้องหัดพูดภาษากู ลองคิดมุมกลับครับ ถ้าเราไปบ้านมันมั่งแล้วมันให้เราพูดภาษามันจะเป็นยังไง ถ้าพูดไม่ได้ข้าวปลานี่หาแดกยากเลยนะครับ

ฝากท่านที่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงการศึกษา (ไม่ต้องระดับชาติหรอกครับ เอาแค่ระดับโรงเรียนเล็กๆ ก็พอ) ลองคิดดูนะครับ ความคิดผมอาจจะไม่ใช่ความคิดใหม่ แต่มันก็อาจจะเป็นแนวทางในการพัฒนาครูหรือบุคลากรของท่านให้ดียิ่งขึ้น

 

 

ปล.1 เรื่องภาษา ยอมรับว่าเพิ่งจะพูด อ่าน เขียน และสนทนาได้เมื่อสองสามปีมานี้เองครับ ไม่ได้เก่งกาจไปกว่าครูบาอาจารย์บางท่านและยอมรับว่าการเรียนแบบท่องจำนั้นก็เป็นประโยชน์สำหรับผมอยู่บ้าง ถึงมันจะเป็นส่วนน้อยก็ตาม

ปล.2 อยากพูดภาษาอังกฤษได้ลองหาแฟนเป็นฝรั่ง ตอนแรกอาจจะเมื่อยมือสักนิด ต่อไปจะดีเองครับ สำหรับผู้ที่เป็นผู้หญิง ขอแสดงความเห็นใจมา ณ ที่นี้ด้วย เพราะหากคุณมีแฟนเป็นฝรั่ง ในสายตาคนไทยใจแคบจะมองว่าคุณเป็นกะหรี่ทันทีครับ ดังนั้นผมมีวิธีแก้คือ

1. คุณต้องแต่งกายแบบให้ดูมีชาติตระกูลหน่อย ไอ้พวกสายเดี่ยวส้นตึกนี่อย่าเชียวนะครับ

2. ถ้าคุณเป็นคนตัวเล็กและผิวดำ อย่าพยายามหัดพูดภาษาอังกฤษด้วยวิธีนี้ ไปเรียนเอาคุ้มกว่าครับ

ปล.3 ไม่ได้เยินยอว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาพระเจ้า แต่ถ้าเราหัดไว้มันก็ดีไม่ใช่เหรอครับ

ปล.สุดท้าย ขอร้องเถอะครับ ผู้หญิงที่เค้ามีแฟนเป็นชาวต่างชาติ ไม่ได้แปลว่าเค้าเป็นกะหรี่เสมอไป เค้าอาจจะมีการศึกษา และชาติตระกูลที่ดีกว่าคุณก็ได้ และ ผู้ชายที่มีแฟนเป็นชาวต่างชาติ ก็ไม่ได้แปลว่าน้องชายเค้าใหญ่ หรือชาวต่างชาติฟรีเซ็กซ์ครับ

 

 

edit @ 16 Dec 2007 21:53:09 by แมงกลิ้งขี้

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เห็นด้วยค่ะ ที่บอกว่าภาษาอังกฤษ ถ้าท่องจำมันไม่ได้ ท่องให้ตายก็ไม่ได้จริงๆ

มันต้องได้ใช้บ่อยๆ เห็นบ่อยๆ พูดบ่อยๆ แล้วจะซึมไปเองอ่ะ
แนะนำว่า.. การดูหนังหรือสารคดีที่มี subtitle เป็นภาษาไทย สำหรับบางคนอาจทำให้ มี skill การอ่านภาษาไทยที่เร็วขึ้นเท่านั้นเองค่ะ ถ้าเป็นไปได้ ดู DVD แล้วเลือก subtitle เป็นภาษาอังกฤษ จะดีมากๆ ค่ะ big smile

#2 By p-i-e on 2007-11-27 20:06

ท่องจำเอาไม่ได้หรอกค่ะ ภาษาเป็นวิชาทักษะ ไม่ฝึกฝนทักษะไม่เกิดน้อ~~ อยากขับรถเก่งๆ ยังต้องขับบ่อยๆ เลยค่ะ double wink

#3 By p-i-e on 2007-11-27 20:07

เห็นด้วยค่ะ ทำไมที่โรงเรียนมักจะสอนให้เด็กท่องจำๆๆๆๆ ทุกอย่างในหนังสือ พอสอบเสร็จก็ลืมหมดค่ะ

ภาษาอังกฤษ อาศัยฟังเพลง ดูหนัง บ่อย ๆ อะค่ะ แล้วบางสำนวนก็จำได้ไปเอง หรือคุยกับเพื่อนทาง msn เป็นภาษาอังกฤษบ่อย ๆ confused smile confused smile

#4 By เจนเนสซ่า on 2007-11-27 20:44

ไม่เสียดายเวลาเลยที่แวะมาที่บล็อกคุณ และอ่านจนจบ เข้าท่าดีแนวความคิดของคุณ บรรยายได้สะใจ ตรงประเด็น ทุกวันนี้เรื่องภาษาอังกฤษมาน..เปน..อย่างที่คุณว่าจริงๆ เด็ก ๆ (ความหมายเหมือนที่คุณอธิบายตอนต้นเรื่อง)จึงพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้
เรียนแค่ 1 คาบ (50 นาที)ท่องจำคำศัพท์ 10 นาที 10 คำ เผลอๆ ตอนอยู่ในห้องท่องจำได้ไม่เต็ม 10 แล้วจะเอาอะไรกับภารกิจ ฯ หลังเรียนในคาบนั้น จนกว่าจะเดินทางถึงบ้าน ผมว่ามันตกหล่นไปตามทาง มาถึงบ้านก็พอดี หายหก ตกหล่น หมดกันพอดี
ปล. จำไว้ : พ้า-ส่า-อั้ง-กีด-ง๊าย-หนิก-เดี้ยว big smile

#5 By บานเย็น24 on 2007-11-28 01:59

-_- อืมม์... หัวข้อน่าคิดจริงๆค่ะ จริงๆแล้วก็ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ แต่เป็นทุกๆภาษาที่หากจะเรียนแล้ว ก็อาศัยการท่องจำอย่างเดียวไม่ได้ -"- ต้องฝึกภาคปฏิบัติเอา ฮ่าๆๆๆ หรือไม่อีกวิธีหนึ่งที่ข้าน้อยคิดว่าดีมากๆก็คือการอ่าน ถ้าคนที่อ่านไม่ค่อยเก่งก็เอาพวกหนังสือเด็กภาษาอังกฤษง่ายมาอ่านก่อนก็ไม่เสียหลาย ที่ร้านบางทีถ้าลองหาดูแผนกหนังสือภาษาอังกฤษแบบง่ายๆจะมีเขียนไว้หลังปกด้วยว่าศัพท์ความยากอยู่ในระดับไหน แล้วถ้าเด็กไม่รู้คำไหนก็ให้เปิดหาเอาเอง อ่านไปเรื่อยๆมันก็ซึมซับค่ะ

เพราะยังไงอ่านเป็นเรื่องๆ หรือคุย/ฟังในบทสนทนาจริง มันก็ต้องได้ผลประโยชน์มากกว่าการท่องจำแน่นอนอยู่แล้ว

ประเด็นสุดท้ายก็เห็นด้วยอีก แค่เพราะมีแฟนเป็นชาวต่างชาติก็ไม่ควรจะไปตัดสินเขาอย่างนู่นอย่างนี้เลย เหมือนเป็นการอคติและแบ่งแยกเชื้อชาติยังไงชอบกล -"-
ทั้งชีวิตที่จำได้คือ สะแตนอับพีด กูดหม้อนิ่งทีดเชอ ... เท่านั้นเอง
ปล. ปล.คุณเจ๋งดี
ปล.2 ตราบใดที่ฝรั่งยังเป็นคนเขียนตำรา คนไทยก็ต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษตราบนั้น

#7 By on 2007-11-28 09:18

เรายิ่งไม่ค่อยได้ใช่เท่าไหร่ยิ่งแย่ไปใหญ่เลยอ่ะนะ

#8 By นานา (222.123.171.186) on 2007-11-28 09:24

yoyoyo
อร่อยมั้ย
+5555+

#9 By B24 (124.121.135.23) on 2007-11-28 12:44

เคยเห็นไหมคะเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ชั่นอนุบาลยันจบ ม.ปลาย ยังพูดไม่ได้เลย นั้นแหละการศึกษาไทย พอไปเรียนกับครูต่างชาติ เขาบอกเลยว่าคนไทยกังวลเรื่องแกรมม่ามากจนเกินความจำเป็น ถ้าแบบนี้ให้ตายก็พูดไม่ได้

ตอนนั้นจำได้ว่าเขาให้เราท่องศัพท์พื้นฐานก่อนเอาแบบง่าย ๆ เพราะเขาบอกว่าภาษาอังกฤษความหมายเหมือนกัน แต่มันจะมี 3 ระดับ ง่าย ปานกลาง และ ยาก ให้พยายามใช้ศัพท์พื้นฐานก่อน แล้วลืมเรื่องแกรมม่าไปชั่วคราว เพราะว่าเวลาใช้จริง ๆ เราใช้ 4 เท๊นต์เอง ทำไมคนไทยต้องท่องที 12 เท๊นต์

รู้ว่าเรียนทริคจากเขาจากเดิมที่ไม่กล้าพูด ตอนหลังก็เริ่มพูดได้จนในที่สุดก็สื่อสารกับต่างชาติได้ ต้องขอบคุณฝรั่งคนนั้นที่สอนวิธีที่ถูกต้องให้เรา อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเด็กก่อนที่จะเริ่มเขียนกับพูดเขาก็จะเริ่มหัดพูดก่อนโดยการเลียนแบบผู้ใหญ่

ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้นภาษาอังกฤษก็เช่นกันเราต้องหัดฟังและหัดพูดโดยการลอกเลียนแบบจากฝรั่งก่อน เพราะฉนั้นถ้าไม่ให้เยื่อเราก็ต้องดูหนังฟังเพลง เอาใจช่วยค่ะอยากหใดกบ้านเราได้รับความรู้อย่างถูกต้อง

#10 By สาวโรงงาน on 2007-11-28 14:33



...-*-

จริงมากๆๆๆ

เรียนรู้ ถึงได้ อยู่กับมันถึงได้

ทอ่งให้ตายเหอะ สาบานได้เดี๋ยวก็ลืม

มันต้องท่องใช่ แต่ท่องโดยไม่เข้าใจอะไร เห็นกระดาษข้อสอบเหมือนที่ท่องก็เขียนๆ แค่เนี่ย ?
(โรงเรียนเป็นบ่อย)
สอบเสร็จ ...ลืม


ที่ไหนสักที่ = เรียนไว้ใช้
ที่ไทย = เรียนไว้สอบ



-*-...


( บทความดีมาก ฮากันหลายประโยค ^^ )

#11 By a.while on 2007-11-28 17:10

ผมว่าถ้าได้เรียนกับครูต่างประเทศแล้วมัน จะเข้าใจง่ายกว่ากันนะผม ว่าแรกก็อาจจะคัดๆอยู่แต่นานก็ชินไปเอง
อีกอย่างมันก็อยู่ที่ตัวเราด้วยละว่าสนใจใันมากแค่ไหน

#12 By tanjen (202.5.87.130) on 2007-11-28 17:49

ดอกมะลิ ดอกมะลิ

เอ้อ ... ผมจับใจความได้ว่าเจเนตแดงเค้าเป็น Bitch จริงๆนะ