คำแนะนำ

สำหรับผู้ใช้ Internet Explorer

กรุณาเลื่อนลงไปด้านล่างของหน้าก่อน

เพื่อรดน้ำต้นไม้

 

 

 

 

คุณเชื่อในพรมลิขิตมั๊ยครับ...     ผมไม่เชื่อว่ะ

ใครจะไปเชื่อว่าชีวิตคนเราจะถูกผูกมัดด้วยพรมลิขิต อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่เชื่อ ทำไมน่ะเหรอ จะเล่าให้ฟัง

จากชีวิตเด็กชายเรียนเก่งที่ถูกเรียกว่าอีตุ๊ดมาตลอด จนเมื่อวันนึงไอ้เด็กคนนั้น ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองโดยเริ่มทำตัวเป็นเด็กเกเร จากที่เคยคบเพื่อนเรียนดี ก็หันไปคบเพื่อนนักเลงต่างโรงเรียน ถ้าจะถามว่าทำไมต้องต่างโรงเรียนด้วยล่ะ โธ่... ก็โรงเรียนของไอ้เด็กนั่นมันโรงเรียนเด็กเนิร์ดอันดับหนึ่งของจังหวัดนี่ครับ จะไปหาเพื่อนนักเลงที่ไหนได้

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเรียกไอ้เด็กนั่นว่าอีตุ๊ดอีกต่อไป เขาหันมาเรียกไอ้เด็กเหี้ยกันแทน คุณเชื่อหรือครับว่าเป็นเพราะพรมลิขิตที่ทำให้ไอ้เด็กคนนั้นมันเลว เปล่า! มันทำตัวมันเองทั้งนั้น ถึงตอนที่มันเป็นวัยรุ่น มันจะเที่ยวหาเรื่องตีรันฟันแทงกับชาวบ้านเขาไปทั่ว แต่ด้วยความที่มันเป็นเด็เนิร์ดมาก่อน มันก็ยังไม่เลวถึงขนาดที่ว่าทิ้งการเรียนไปเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วหลังจากที่ไอ้เด็กนั่นมันเริ่มเหี้ย แต่การเรียนมันก็ยังอยู่ในเกณฑ์พอใช้นะครับ แล้วใครจะเชื่อล่ะครับว่าชีวิตมันเป็นเพราะพรมลิขิตกำหนด

อย่างที่คุณรู้นั่นแแหล่ะ ไอ้เด็กนี่มันเลิกเป็นเด็กเนิร์ดไปนานแล้ว มันก็ดีแต่กวนตีนชาวบ้านเขานั่นแหล่ะ แต่ใครจะไปเชื่อว่าไอ้เด็กนั่นมันเสือกเอาตัวรอดจนเรียนจบปริญญาจนออกมามีงานทำได้ ทั้งๆ ที่ตอนเรียนมันก็ไม่ค่อยจะเรียน เอาดีแต่ทางด้านเมา ก็มันเลือกชีวิตมันเองทั้งนั้นนี่ ไม่ได้เป็นเพราะพรมลิขิตบ้าบออะไรนั่นหรอก

ใครจะไปเชื่อล่ะครับ จากที่มันเคยเป็นเด็กเนิร์ด กลายมาเป็นเด็กเหี้ย เรียนศิลปะดีเป็นเลิศ แต่วิชาอื่นไม่เอาไหน ยิ่งวิชาที่เกี่ยวกับภาษาล่ะเลิกคุยกับมันเลย จนวันหนึ่งไอ้เด็กนั่นโตเป็นผู้ใหญ่มันบอกกับตัวมันเองว่า ภาษาอังกฤษจำเป็นต่อชีวิตมัน แต่มันปฏิเสธที่จะเข้าไปเรียนในห้องเรียนเหมือนเดิม ไอ้เด็กนั่นมันเสือกเลือกที่จะไปนั่งเมาแล้วหาคุยกับฝรั่งเอามากกว่า

ที่ๆ ไอ้เด็กเหี้ยนั่นมันไปเป็นประจำก็ที่บาร์ของเพื่อนมันนั่นแหล่ะ บ่อยเข้ามันคงเบื่อที่จะเป็นลูกค้าละมั้ง มันเลยเลื่อนขั้นตัวเองโดยการไปเป็นบาร์เทนเดอร์ในบาร์เพื่อนมัน เงินเดือนมันก็ไม่เอา เอาเมาอย่างเดียว คุณเริ่มจะเชื่ออย่างผมหรือยังล่ะว่าชีวิตของไอ้เด็กนี่มันไม่ได้ถูกกำหนดด้วยพรมลิขิต

ถ้ายังไม่เชื่อเดี๋ยวผมจะเล่าถึงอีกช่วงของชีวิตมันให้ฟัง

มันก็ยังชงเหล้าอยู่ที่บาร์นั่นแหล่ะ กลางวันมันก็ทำงานของมันไป กลางคืนก็มาเมา มาชงเหล้า วันหนึ่งพี่ชายของเพื่อนมันอยากได้คนไปรับฝรั่งที่สนามบิน ไอ้เด็กนั่นก็ไปอาสาไปรับ ทั้งๆ ที่ภาษาอังกฤษของมันก็ไม่ใช่ว่าอยู่ในระดับเอาตัวรอดได้เลยนะ แต่มันก็ยังไป เพราะมันบอกกับตัวเองว่า อยากเก่งภาษาต้องกล้าพูด

หลังจากที่มันไปรับฝรั่งคราวนั้น พี่ชายเพื่อนมันก็ให้มันทำงานเป็นคนพาฝรั่งไปเที่ยว หรือเรียกแบบโก้ๆ ว่าทัวร์ลีดเดอร์ มันก็คลายๆ ไอ้ไกด์ผีนั่นแหล่ะ มันก็เอาสิครับ ได้เที่ยว ได้เงิน ได้ฝึกภาษาอะไรของมันนั่นอีก เห็นไหมล่ะ! เท่าที่เล่ามาเนี่ย ไม่ได้เป็นเพราะพรมลิขิตเลย เป็นเพราะไอ้เด็กนั่นมันเลือกเองทั้งนั้น

จะว่าไปแล้วไอ้เด็กนั่นมันก็มีสเนห์พอสมควรนะ แฟนมันแต่ละคนนี่คุณเอ๊ย สะเด็ดสะเด่าทั้งนั้น คุณเห็นมันเหี้ยๆ เลวๆ อย่างนั้นก็เถอะ ไอ้นี่มันจริงจังเรื่องความรักมากเลยนะคุณ ใครจะไปเชื่อว่าไอ้เด็กนี่มันคบกับแฟนเก่าของมันตั้งแต่มอสี่มาตั้งเจ็ดแปดปี จนวันนึงมันเลิกกับแฟนมันเพราะแฟนมันจะไปแต่งงานนั่นแหล่ะ มันถึงได้เปลี่ยนฐานะมาเป็นเพื่อน

หลังจากที่แฟนมันมีผัวเป็นของตัวเองไปแล้ว มันก็ไม่ได้เสียอกเสียใจอะไรมากหรอก เพราะมันเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพราะมันทำเอง ไม่ได้เป็นเพราะฟ้า หรือสะหวงสวรรค์อะไรนั่นหรอก

พี่ชายเพื่อนมันเป็นเอเจนซี่ เอาฝรั่งมาทำงานในไทย อาสาสมัครมั่ง กรุ๊ปทัวร์มั่ง ไอ้ฝรั่งพวกนี้ก็ไม่ได้ไปแฮงค์เอาท์ที่ไหนหรอก ก็มาเปื่อยกันที่บาร์เพื่อนมันนั่นแหล่ะ เล่าไปแล้วก็หมั่นไส้มัน มันบอกว่าบาร์ที่มันชงเหล้าอยู่ ใครๆ ก็เรียกว่าบาร์ฝรั่ง เพราะเป็นบาร์เดียวในจังหวัดที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง ก็คงจะจริงของมันนั่นแหล่ะ ก็พวกมันทำมาหาแดกกับฝรั่งกันทั้งนั้นนี่   หึหึหึ!... คิดแล้วก็ขำ เล่ามาถึงขนาดนี้ถ้ายังเชื่อในพรมลิขิตกันอยู่ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

เพราะไอ้เด็กนั่นมันทำมาหาแดกกับฝรั่งนั่นแหล่ะ หลังจากที่มันอกหักมันก็จีบแหม่มไปทั่ว ได้มั่งไม่ได้มั่งมันก็ไม่สน แบบว่าหมาหยอกไก่น่ะ มันบอกว่าเราเสียดุลสาวไทยเอ็กซ์ปอร์ตให้ต่างชาติไปเยอะ มันเลยหาทางเอาดุลคืน อิมปอร์ตกลับมาบ้าง

จะว่าไปไอ้เด็กนี่มันก็ร้ายไม่ใช่เล่นนะ จนวันนึงมันไปเจออีแหม่มคนนี้นี่แหล่ะ  ไม่เห็นมันทำตัวเจ้าชู้ไก่กาเหมือนก่อน ตอนแรกผมก็สงสัยนะว่าทำไม มันเล่าให้ผมฟังว่า แรกๆ มันก็ไม่ได้สนใจอีแหม่มนี่หรอก มันจีบเพื่อนของอีแหม่มนี่ต่างหาก แต่เพื่อนเขาไม่เล่นด้วยกับมัน ซึ่งหมาหยอกไก่อย่างมันก็ไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว นานเข้ามันก็เลยกลายเป็นเพื่อนกันหมด ไปเที่ยวไหนต่อไหนด้วยกัน

มันบอกว่า เริ่มแรกที่มันรู้สึกชอบแหม่มนี่ก็ตอนที่มันไปปีนเขาด้วยกัน คือไอ้เด็กนี่มันเล่นกีฬาเอ็กซ์ทรีมอยู่แล้วไง แล้วทีนี้มันมีโรยตัวลงมาจากน้ำตก ไอ้เด็กนี่ก็เป็นคนคอยบีเลย์กันไม่ให้คนปีนตกเผื่อมีอะไรผิดพลาด แต่มันบังเอิญตรงที่เสือกมีเหตุการณ์ผิดพลาดขึ้นมานี่สิ

ตอนที่ถึงคิวนังแหม่มนั่นลงผาน้ำตก พอดีน้ำมันแรง น้ำมันพัดนังนี่ตกลงมา พอดีไอ้เด็กนี่มันเอาเชือกบีเลย์พันตัวกับแขนมันไว้ นังแหม่มนั่นเลยรอด แต่แขนไอ้เด็กเวรนั่นโดนเชือกบาดเลือดสาด พอเอานังแหม่มนั่นลงมาได้ นังแหม่มนั่นก็พามันไปทำแผล มันบอกว่าตอนนี้ล่ะที่มันเริ่มถูกใจนังแหม่มนี่ อ้อ! ลืมบอกไป นังแหม่มนั่นชื่อเจน ต่อไปผมจะเรียกนังแหม่มนั่นว่าเจนแล้วกัน เรียกผู้หญิงแบบจิกกัดมันฟังยังไงก้ไม่รู้ มันไม่ใช่นิสัยของผมน่ะ ส่วนไอ้เด็กเหี้ยนั่น ผมก็จะเรียกมันว่าไอ้เด็กเหี้ยเหมือนเดิมแล้วกัน

จากวันนั้นมันก็เริ่มคบกันเป็นแฟน แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เจนก็หมดสัญญากับที่ทำงานต้องกลับไปประเทศบ้านเกิด มันก็ขับรถไปส่งเขาที่สนามบินนะ แถมมันยังไปสันยงสัญญากับเขาว่าจะรอเขาอีกต่างหาก แต่มันมาแอบกระซิบกับผมทีหลังว่า มันก็สัญญาไปงั้นแหล่ะ คนอยู่กันคนละซีกโลก จะกลับมาเจอกันอีกก็เกินไปละ ชีวิตจริงไม่ใช่ละคร จะได้มีปาฏิหารย์

หลังจากที่เจนกลับไปได้เดือนกว่าๆ ไอ้เด็กนี่มันก็ออกลายอีกแล้ว เริ่มจีบคนนั้นคนนี้อีกเหมือนเดิม ทั้งไทย ทั้งเทศมันเอาหมด ไม่มีเลือก

ผมล่ะขำมัน ที่มันบอกว่า ชีวิตจริง ไม่ใช่ละคร ไม่มีปาฏิหารย์ ....

หึหึหึ... ปาฏิหารย์มีจริง วันหนึ่งในขณะที่มันนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศของมัน เพื่อนมันเดินมาบอกว่า มีเซอร์ไพรซ์ ให้ออกไปดูข้างนอก นั่นแหล่ะครับ พอมันออกไปก็เห็นเจนยืนยิ้มอยู่ เป็นไงล่ะมึง อยู่คนละซีกโลก จะมาหากันได้ยังไง ตอนนี้มาได้รึยังล่ะ

ไอ้เด็กนั่นมันบอกผมว่ามันอึ้งครับ มันมีนัดกับสาวๆ ไว้ว่าตอนเย็นจะไปเลี้ยงข้าว เป็นคุณๆ จะทำยังไงครับ ผมไม่รู้หรอก แต่ไอ้เด็กนั่นมันโทรไปบอกเลิกนัดกับสาวๆ ของมันทั้งหมดเลย รวมทั้งบอกเลิกด้วย มันบอกว่า เมื่อเขากล้ารักษาสัญญา มันก็พร้อมที่จะทำตามสัญญา

เชื่อมั๊ยครับ ตั้งแต่นั้นมา มันไม่เคยเจ้าชู้ประตูดินกับใครที่ไหนอีกเลย ชีวิตมันกับเจนก็อยู่ดีมีความสุขเรื่อยมาเกือบสามปี วันนึงขณะที่มันกำลังไปเที่ยวกับเจนที่ประเทศลาว มีโทรศัพท์มาหาเจนบอกว่าพ่อของเจนไม่สบาย แต่ไม่เป็นอะไรมาก แต่หลังจากกลับมาแล้วก็มีโทรศัพท์มาอีกว่าตอนนี้ป๋าป่วยหนัก รีบกลับไปด่วน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นอาชีพการงานของเจนกับไอ้เด็กนั่นกำลังไปได้ดี

ไอ้เด็กนั่นจัดแจงทำวีซ่า ซื้อตั๋วเครื่องบิน รีบบินมาอังกฤษด้วยกันกับเจน

จนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ผมเพิ่งเจอมันอีกครั้งนี่แหล่ะ มันบอกว่ามันกลับมาไทยคราวนี้จะอยู่แค่สองอาทิตย์ แล้วมันจะไปอยู่กับแฟนมันที่อังกฤษ ผมถามมันว่าแล้วงานมึงที่นี่ล่ะ มึงจะเอายังไง มันตอบว่าอะไรรู้มั๊ยครับ มันบอกว่าช่างมัน ทุกสิ่งทุกอย่างโชคชะตาฟ้าเป็นผู้ลิขิต

ผมล่ะเชื่อมันเลย มันทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างของมัน แล้วไปเริ่มใหม่แบบไม่มีอะไรที่ประเทศบ้าของแฟนมันนั่น แต่ช่างปะไร ชีวิตมัน ไม่ใช่ชีวิตผม

ก่อนมันจะไปสี่ห้าวัน ผมจัดปาร์ตี้เลี้ยงส่งให้มันในหมู่เพื่อนฝูง ก็ที่บาร์เพื่อนมันนั่นแหล่ะ เริ่มกันตั้งแต่เย็น

สองทุ่มเข้าไปแล้ว ผมยังไม่เห็นไอ้เด็กเวรนี่มันดื่มซักแก้ว ผมนึกว่ามันกลัวที่จะต้องจากบ้านเกิด แผ่นดินนอน เลยเข้าไปหวังจะถามมัน

"ไม่เป็นไร" มันบอกผมว่าอย่างนั้น ผมขยั้นขยอถามมัน หวังเอาไปแซวให้มันได้อาย มันก็ปากแข็งบอกไม่เป็นไรอยู่ดี หนักเข้า จนมันยอมบอกว่า มันจะขอเจนแต่งงาน แต่มันไม่รู้จะพูดยังไงดี

ผมล่ะไม่อยากจะเชื่อ ผู้ชายอย่างมันเนี่ยนะจะขอผู้หญิงแต่งงาน แต่เอาเหอะ ถ้ามันต้องการความช่วยเหลือ ผมก็จะช่วยมันสักครั้ง ผมเดินขึ้นไปบนเวที แล้วประกาศกับคนทั้งร้านว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ เพื่อนผมจะมาร้องเพลงให้เราฟัง ผมก็ไม่รู้หรอกว่า ไอ้เด็กเวรนั่นมันจะร้องเพลงอะไร นักดนตรีจะเล่นเพลงที่มันร้องได้หรือเปล่า หรือแม้กระทั่งมันร้องเพลงเป็นกับเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เอาน่า ผมก็ประกาศไปแล้ว

ผมยักคิ้วให้ไอ้เด็กนั่นเป็นสัญญาณให้ขึ้นมาบนเวที มันลุกจากโต๊ะอย่างเปื่อยๆ ขึ้นมาบนเวที ไอ้ห่า! อุตส่าห์หาช่องทางให้แล้วยังทำเป็นเล่นตัวอีก

ตอนแรกผมก็กลัวว่ามันจะทำพังเหมือนกัน เพราะนักดนตรีบอกว่าเพลงเหี้ยอะไรที่มันจะร้องน่ะ นักดนตรีไม่รู้จัก จนมันร้องเพลงขึ้นมาเปล่าๆ ไม่มีดนตรีนั่นแหล่ะ ผมถึงเห็นว่ามันถือกีตาร์อยู่ด้วย

เอาเถอะวันนี้วันของมัน มันอยากทำอะไรก็เรื่องของมัน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มันร้องเพลงเพราะชิบหาย ร้องจบลูกค้าในบาร์ปรบมือกันเกรียวกราว ร่ำๆ จะให้มันร้องอีก แต่แทนที่มันจะขอบคุณเขาสักหน่อย หรือร้องต่อตามคำขอก็ยังดี มันเสือกขอเจนแต่งงานครับ ไอ้ห่า! ตอนแรกบอกไม่กล้าบอกๆ ทีนี้มาประกาศออกไมค์ให้คนทั้งบาร์ฟังเลยนะมึง

มันพูดว่าอะไรมั่งผมก็จำได้ไม่แม่นนักหรอก ภาษาอังกฤษผมไม่ดีเท่าไหร่ แต่จำได้เลาๆ มันบอกว่า ไอ หว่อน ทู แมรี่ วิธ หยู โอเคๆ หรืออะไรนี่แหล่ะ เสร็จแล้วมันก็เดินลงเวทีไปรวบรวมดอกไม้โต๊ะชาวบ้านเค้าไปคุกเข่าขอเจนแต่งงาน เป็นผมนะคุณเอ๊ย อายชิบหายเลยถ้ามีใครมาทำแบบนี้กับผมนะ ผมว่าเจนก็คงเหมือนกันแหล่ะ เห็นอึ้งๆ พูดอะไรไม่ออกไปเหมือนกัน จนหลายๆ คนในบาร์เริ่มเชียร์ให้เจนเซย์เยสนั่นแหล่ะ เจนถึงพูดออกมาได้

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่า ที่เจนตอบตกลงไปกับไอ้เด็กนั่นไปเพราะกองเชียร์หรือเปล่า แต่ก็ยินดีกับไอ้เด็กเวรนั่นมันแหล่ะครับ ที่พูดออกมาได้ซักที

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ชีวิตที่มันบอกว่าฟ้าไม่ได้ลิขิตของมัน จะไปอยู่อีกซีกโลกนึงแล้ว ยังไงก็ตามผมก็ยินดีกับมันด้วยแหล่ะครับ จนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้รับจดหมายของไอ้เด็กเหี้ยนั่นครับ

มันส่งมาบอกว่า ขอเจนแต่งงานว่าพูดยากแล้ว ไปขอป๋าเจนยากกว่าอีก มันบอกว่านั่งคุยกันเกือบสามชั่วโมง ก็อย่างว่า คนเป็นพ่อก็ต้องเป็นห่วงลูกสาวตัวเองเป็นธรรมดา จะยกให้แต่งงานกับไอ้เด็กไม่มีหัวนอนปลายตีนอย่างมันง่ายๆ ได้ยังไง ก็ต้องมีไว้เชิงพ่อตากันบ้าง

แต่มีอยู่คำพูดของมันคำนึง มันพูดกับป๋าเจนว่า มันทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างของมันไปแล้ว ต่อไปนี้ชีวิตมันเป็นของเจน หึหึหึ!... คิดแล้วก็ขำ ไอ้คำพูดนี้มันคุ้นๆ ถึงผมจะไม่เก่งภาษาอังกฤษ แต่ผมก็รู้ว่าไอ้คำนี้มาจากเพลงที่มันร้องตอนวันที่มันขอเจนแต่งงานนั่นแหล่ะ


นี่แหล่ะครับ เรื่องก็มีอยู่เท่านี้แหล่ะ ถึงตอนนี้แล้ว คุณจะเชื่อในพรมลิขิตหรือเปล่าครับ





ส่วนผม...

ผมว่าผมเริ่มจะเชื่อแล้วว่ะ

 

 

 
 

Favourites